นครฉงชิ่งของจีนได้เดินหน้าพัฒนาโลจิสติกส์สีเขียวครั้งสำคัญ โดยเปิดให้บริการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนขนาด 49 ตัน ภายใต้ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ (New International Land and Sea Trade Corridor: ILSTC) จากเขตนิคมศูนย์กลางโลจิสติกส์นานาชาติฉงชิ่ง เขตซาผิงป้า โดยรถบรรทุกบรรทุกสินค้าเต็มคัน อาทิ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ออกเดินทางผ่านนครกุ้ยหยาง นครหนานหนิง และจุดสำคัญต่าง ๆ บนระเบียงไฮโดรเจน ก่อนถึงท่าเรือชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และเปลี่ยนถ่ายขึ้นเรือเดินทะเลเพื่อขนส่งต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทย โดยระยะเวลาการขนส่งทางถนนใช้เวลาไม่ถึง 2 วัน
ระเบียงไฮโดรเจนดังกล่าวถือเป็นเส้นทางโลจิสติกส์สายหลักแห่งแรกของจีนตะวันตกที่ใช้รถบรรทุกหนักพลังงานไฮโดรเจนเป็นแกนหลัก เชื่อมโยงนครฉงชิ่ง มณฑลกุ้ยโจว และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง รวมระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร พร้อมสถานีเติมไฮโดรเจนตลอดเส้นทางจำนวน 4 แห่ง โดยเริ่มเปิดให้บริการแบบวิ่งสวนทางกันระหว่างเขตซาผิงป้าและเมืองชินโจวตั้งแต่เดือนเมษายน 2568
ปัจจุบัน เส้นทางดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อการขนส่งทางถนนและทางทะเลมายังประเทศไทยได้โดยตรง ครอบคลุมสินค้าหลัก 4 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ผลิตภัณฑ์เคมี อาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์กระดาษ นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการดำเนินงานเส้นทางย่อยเพิ่มเติมอีก 3 ประเภท ได้แก่ การขนส่งระยะสั้น การรวบรวมและกระจายสินค้า และการดำเนินงานของศูนย์กลางโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งในภูมิภาคและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นายสวี อี้ หัวหน้าฝ่ายบริการเสริมของบริษัท New International Land-Sea Trade Corridor (Chongqing) Supply Chain Management Co., Ltd. กล่าวว่า การพัฒนาระบบขนส่งด้วยพลังงานไฮโดรเจนเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างระเบียงการค้าที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรถบรรทุกหนักพลังงานไฮโดรเจนมีจุดเด่นด้านการปล่อยมลพิษต่ำ ใช้เวลาเติมพลังงานสั้น มีระยะทางวิ่งต่อการเติมเชื้อเพลิงยาว และรองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูง ทั้งนี้ หากรถบรรทุกจำนวน 10 คัน วิ่งเฉลี่ยปีละ 50,000 กิโลเมตร จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 500 ตันต่อปี
ปัจจุบัน ระเบียงไฮโดรเจนภายใต้ ILSTC มียอดสะสมการให้บริการรถบรรทุกหนักพลังงานไฮโดรเจนแล้วมากกว่า 8,000 เที่ยว โดยเส้นทางย่อยครอบคลุมจุดโลจิสติกส์สำคัญหลายแห่ง ขณะที่เส้นทางหลักสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายรถบรรทุกข้ามพรมแดนสู่อาเซียนได้อย่างไร้รอยต่อ ในระยะต่อไป จีนมีแผนขยายเครือข่ายขนส่ง พัฒนาขีดความสามารถของศูนย์กลางโลจิสติกส์ และใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












