เศรษฐกิจของรัฐไบเอิร์นยังคงมีทั้งปัจจัยบวกและความท้าทาย โดยภาคนวัตกรรมเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ สำนักงานสถิติแห่งรัฐไบเอิร์น (Statistik Bayern) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับลดลงร้อยละ 0.2 จากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ร้อยละ 2.6 สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เริ่มผ่อนคลายลงจากการปรับลดของราคาพลังงานและเชื้อเพลิง ซึ่งลดลงร้อยละ 4.4 และ 8.6 ตามลำดับเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน ขณะที่ราคาอาหารเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานยังคงสูงกว่าระดับเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5.5 แสดงให้เห็นว่าต้นทุนด้านพลังงานยังอยู่ในระดับสูงแม้จะเริ่มปรับตัวลดลงในระยะสั้น
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคสตาร์ทอัพของไบเอิร์นยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยรายงาน Bayern Startup & Scaleup Monitor ของหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งไบเอิร์น (BIHK) ระบุว่า ในปี 2568 มีการก่อตั้งสตาร์ทอัพใหม่จำนวน 785 บริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 จากปีก่อน ส่งผลให้ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพดำเนินธุรกิจในรัฐมากกว่า 4,400 ราย ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดในเยอรมนี โดยนครมิวนิกและพื้นที่โดยรอบยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศ
สาขาที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุดคือเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ (Defense Tech) ซึ่งในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้รับเงินลงทุนรวมกว่า 1.7 พันล้านยูโร นำโดยบริษัท Helsing ผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบโดรนไร้คนขับสำหรับภารกิจด้านความมั่นคง ส่งผลให้ไบเอิร์นก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สำคัญของยุโรป อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภาคสตาร์ทอัพยังไม่สามารถชดเชยการสูญเสียการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมได้ทั้งหมด โดยภาคอุตสาหกรรมสูญเสียตำแหน่งงานเฉลี่ยประมาณ 2,000 ตำแหน่งต่อเดือน ขณะที่สตาร์ทอัพสร้างงานใหม่ได้เพียงประมาณ 500 ตำแหน่งต่อเดือน
ทั้งนี้ ในการหารือทวิภาคีระหว่างผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้านเอเชียแปซิฟิกของเยอรมนี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ฝ่ายเยอรมนีได้แจ้งว่า บริษัท Helsing มีความสนใจอย่างยิ่งที่จะขยายความร่วมมือกับประเทศไทย และพร้อมสนับสนุนการประสานงานหากฝ่ายไทยมีความสนใจ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไบเอิร์นกำลังเร่งผลักดันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของรัฐ หลังจากเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 รัฐสภาแห่งรัฐไบเอิร์นได้ผ่านกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเร่งรัดการลงทุนและอำนวยความสะดวกในการก่อสร้างโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐไบเอิร์นประกาศเป้าหมายให้รัฐเป็นศูนย์กลางด้านกองทัพและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเยอรมนี พร้อมผลักดันการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธพิสัยกลางภายในประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนเพื่อพัฒนาระบบอาวุธต่อยอดจากเทคโนโลยีขีปนาวุธ Taurus
นอกจากนี้ ไบเอิร์นยังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศผ่านศูนย์นวัตกรรมกองทัพสหพันธ์เยอรมนี ซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองเออร์ดิง (Erding) ทำหน้าที่เชื่อมโยงกองทัพ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และสตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคงและดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่รัฐในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย การขยายตัวของอุตสาหกรรม Defense Tech ในไบเอิร์นอาจเปิดโอกาสใหม่ด้านความร่วมมือทางเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการเยอรมนี โดยเฉพาะบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และอากาศยานไร้คนขับ ขณะเดียวกัน การเติบโตของภาคนวัตกรรมในไบเอิร์นยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินโอกาสและความท้าทายในอนาคต
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิก
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












