ธนาคารกลางแอฟริกาใต้ (South African Reserve Bank: SARB) เดินหน้าปรับกรอบนโยบายการเงินครั้งสำคัญ โดยกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวใหม่ที่ร้อยละ 3 จากกรอบเดิม ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อของประเทศเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับบนของกรอบมาโดยตลอด ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงินของแอฟริกาใต้อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่สามารถรักษาเงินเฟ้อในระดับต่ำได้อย่างต่อเนื่อง การปรับเป้าหมายดังกล่าวจึงมีเป้าหมายเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อให้ลดลง และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลดอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
การเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายใหม่จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดย SARB คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 3.7 ในปี 2569 ลดลงเหลือร้อยละ 3.3 ในปี 2570 และกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมายร้อยละ 3 ในปี 2571 ขณะที่ช่วงความยืดหยุ่นร้อยละ ±1 ยังคงมีไว้เพื่อรองรับความผันผวนของเงินเฟ้อในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ การปรับกรอบเป้าหมายมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ในระยะยาว เนื่องจากการรักษาเงินเฟ้อในระดับต่ำและมีเสถียรภาพจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 7.00 ในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมปรับประมาณการเงินเฟ้อเฉลี่ยของปี 2569 จากร้อยละ 3.7 เป็นร้อยละ 4.4 จากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 MPC มีมติ 4 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 7.00 แม้อัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนจะเร่งตัวขึ้นเป็นร้อยละ 5.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยกรรมการ 2 รายเสนอให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่ SARB ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2569 เหลือร้อยละ 4.0 จากการเปลี่ยนแปลงของสมมติฐานราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน
การดำเนินนโยบายการเงินของ SARB ในระยะนี้มุ่งควบคุมความเสี่ยงจากผลกระทบระลอกสอง หรือ Second-round Effects ของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะแรงกดดันจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและต้นทุนการผลิตอาหารจากราคาปุ๋ย ซึ่งอาจส่งต่อไปยังค่าจ้าง ราคาสินค้า และราคาบริการ หากแรงกดดันดังกล่าวฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจและการคาดการณ์เงินเฟ้อ อาจทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ดังนั้น SARB จึงให้ความสำคัญกับการรักษาความน่าเชื่อถือของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อและป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านราคาชั่วคราวกลายเป็นเงินเฟ้อในระยะยาว
ในด้านเสถียรภาพระบบการเงิน แอฟริกาใต้ได้ดำเนินการตามมาตรฐาน Basel III ครบถ้วน และเริ่มใช้มาตรการ Countercyclical Capital Buffer เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบธนาคารในการรองรับความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การที่แอฟริกาใต้พ้นจากบัญชีเทาของ Financial Action Task Force (FATF) ยังช่วยลดข้อจำกัดด้านธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศและสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน นอกจากนี้ ภายหลังการประกาศเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงตลอดช่วงอายุ และการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2569 โดยยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน
ด้านฐานะการเงิน ประเทศมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินแรนด์ของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ที่มีสภาพคล่องใกล้เคียงกัน ส่วนผลประกอบการของกลุ่ม SARB ในปีบัญชี 2568/69 มีกำไรก่อนภาษีประมาณ 11,000 ล้านแรนด์ ลดลงจากประมาณ 127,000 ล้านแรนด์ในปีก่อนหน้า เนื่องจากปีบัญชีก่อนมีรายการพิเศษจากข้อตกลง Gold and Foreign Exchange Contingency Reserve Account (GFECRA) มูลค่าประมาณ 100,000 ล้านแรนด์
นอกจากการดำเนินนโยบายการเงินแล้ว SARB ยังเร่งปรับโครงสร้างตลาดการเงินและระบบการชำระเงิน โดยเตรียมยุติการใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง Johannesburg Interbank Average Rate (Jibar) ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2569 และกำหนดให้สัญญาทางการเงินใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 หันมาใช้อัตรา South African Rand Overnight Index Average (ZARONIA) เป็นอัตราอ้างอิงหลัก เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยสะท้อนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงในตลาดเงินมากขึ้น พร้อมทั้งปรับการเรียกอัตรา Repo Rate เป็น SARB Policy Rate และอยู่ระหว่างทบทวนบทบาทของอัตราดอกเบี้ย Prime
ในด้านระบบการชำระเงิน SARB ได้เข้าถือหุ้นร้อยละ 50 ใน BankservAfrica และเดินหน้าปรับโครงสร้างระบบภายใต้โครงการ Payment Ecosystem Modernisation เพื่อรองรับการชำระเงินแบบทันที การเชื่อมโยงบริการทางการเงินดิจิทัล และการแข่งขันจากผู้ให้บริการรายใหม่ รวมถึงการปรับปรุงกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล การทบทวนกฎเกณฑ์ด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน โดย SARB ยอมรับว่า แม้แอฟริกาใต้จะมีความก้าวหน้าในระบบชำระเงินมูลค่าสูง แต่ระบบชำระเงินรายย่อยแบบทันทีหรือ Retail Fast Payment ยังตามหลังหลายประเทศ โดยมีบราซิล ไทย และอินเดียเป็นตัวอย่างประเทศที่มีพัฒนาการโดดเด่น
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินและระบบการเงินของแอฟริกาใต้เป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจควรติดตาม เนื่องจากแอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจสำคัญของทวีปแอฟริกาและเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าและบริการของไทย การรักษาเสถียรภาพของเงินเฟ้อและการลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาวอาจช่วยสนับสนุนกำลังซื้อ การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดในแอฟริกาใต้ ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลและการชำระเงินข้ามพรมแดนยังเปิดโอกาสให้ไทยและแอฟริกาใต้สามารถต่อยอดความร่วมมือด้าน FinTech และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินได้ โดยเฉพาะเมื่อไทยมีประสบการณ์ด้านระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันทีที่ SARB ให้ความสนใจ
ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












