บริษัท China construction Fifth Engineering Division Thai Construction Co., Ltd (สาขาภาคตะวันตกเฉียงใต้) ได้ก่อสร้างโครงสร้างหลักฐานสำนักงานใหญ่ด้านการผลิตและทดสอบจรวดเชื้อเพลิงเหลวแบบใช้ซ้ำของบริษัท Interstellar Glory Aerospace Science and Technology corporation ระยะที่ 1 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,300 ล้านหยวน (ประมาณ 462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่เขตซวงหลิว นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน แล้วเสร็จทั้งหมด
โครงการดังกล่าวมีแผนจัดตั้งสายการผลิตประกอบขั้นสุดท้ายอัจฉริยะจำนวน 4 สาย และสายการทดสอบดิจิทัลจำนวน 2 สาย เมื่อโครงการดำเนินเต็มรูปแบบแล้ว จะสามารถผลิตจรวดเชื้อเพลิงเหลวแบบใช้ซ้ำได้ปีละ 20 ลำ ครอบคลุมตั้งแต่การประกอบ การทดสอบไปจนถึงการผลิตแบบครบวงจรซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศ เช่น การจัดตั้งกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่และการท่องเที่ยวอวกาศ
การเร่งพัฒนาโครงการฐานการผลิตและทดสอบจรวดเชื้อเพลิงเหลวแบบใช้ซ้ำของบริษัทในนครเฉิงตู จะช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ในเขตซวงหลิว นครเฉิงตู โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานท้ังทางตรงและทางอ้อมประมาณ 1,200 ตำแหน่ง และเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดอุตสาหกรรมดาวเทียมในห่วงโซ่ปลายน้ำ อีกทั้งยังช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงของภูมิภาค ทั้งนี้ ในปัจจุบันโครงการได้เร่งดำเนินการตามแผนก่อสร้างอย่างเข้มงวด โดยคาดว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อสร้างสูงสุดในไตรมาสที่ 2 จะมีแรงงานกว่า 500 คนปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกวัน และในช่วงหลังของปี โครงการนี้จะทยอยเข้าสู่การติดตั้งระบบเครื่องกลไฟฟ้าและการทดสอบอุปกรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถเริ่มผลิตได้ตามกำหนดในปีหน้า
โอกาสของประเทศไทยที่จะได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ประการที่ 1 คือ การเชื่อมต่ออุตสาหกรรมดาวเทียมและบริการอวกาศ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการใช้งานดาวเทียม (downstream – ธุรกิจและบริการที่นำข้อมูล สัญญาณ หรือเทคโนโลยีที่ได้รับจากดาวเทียมมาประมวลผล วิเคราะห์ และสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อใช้งานจริงบนโลก) เช่น การเกษตรอัจฉริยะ การบริหารภัยพิบัติ และ smart city ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ supply ของจีนที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการลดต้นทุนการปล่อยจรวดผ่านเทคโนโลยี reusable rocket (นวัตกรรมที่พัฒนาให้จรวดส่งยานอวกาศสามารถร่อนลงจอดอย่างปลอดภัยและนำกลับมาใช้งานซ้ำได้) ส่งผลให้ต้นทุนการเข้าถึงอวกาศถูกลงและเอื้อต่อประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างมากในไทย
ประการที่ 2 คือ โอกาสด้านการลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) ซึ่งโครงการนี้ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เช่น digital manufacturing และระบบอัตโนมัติ โดยประเทศไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทในด้านฐานะการผลิตชิ้นส่วนระดับกลาง (midstream) เช่น วัสดุขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบซัพพลายที่เกี่ยวข้องที่กำลังผลักดันอุตสาหกรรม S-curve และ New Space Economy
ประการที่ 3 คือ ความร่วมมือด้านวิจัยและบุคลากร (R&D + human capital) ซึ่งการที่จีนพัฒนาเทคโนโลยีจรวดใช้ซ้ำที่เป็น Frontier technology เทียบเคียงกับ SpaceX ทำให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษา วิศวกรรมอวกาศ และ AI/Big Data ที่เกี่ยวข้องกับ space tech ผ่านมหาวิทยาลัยหรือโครงการความร่วมมือระดับรัฐบาลจะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว และประการสุดท้าย คือ โอกาสเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจภูมิภาค (regional positioning) โดยเฉิงตูกำลังกลายเป็นฮับอุตสาหกรรมอวกาศในจีนตะวันตก เชื่อมโยงกับโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ทำให้ประเทศไทยในฐานะประเทศศูนย์กลางของอาเซียน สามารถวางตำแหน่งเป็น “gateway” ของบริการอวกาศ การใช้ข้อมูลดาวเทียม และธุรกิจ downstream ไปยัง CLMV (Cambodia-Laos-Myanmar-Vietnam) และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












