ในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้เพิ่มความเข้มข้นในการใช้มาตรการปกป้องทางการค้ามากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (overcapacity) และการเบี่ยงเส้นทางการค้า (trade diversion) ที่เกิดขึ้นภายหลังประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ใช้มาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้าเพิ่มเติม ส่งผลให้สินค้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดเดิมได้ตามปกติ เริ่มเคลื่อนเข้าสู่ตลาดอื่นมากขึ้น รวมถึงตลาดแอฟริกาใต้
ในการชี้แจงต่อรัฐสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการแข่งขันของแอฟริกาใต้ ระบุว่า สินค้าราคาต่ำจากต่างประเทศกำลังไหลเข้าสู่ตลาดในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (trade remedies) เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศจากผลกระทบดังกล่าว ถ้อยแถลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้ไม่ได้มองมาตรการตอบโต้ทางการค้าเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคเฉพาะรายสินค้า แต่เริ่มยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับประเทศ
แรงกดดันดังกล่าวปรากฏชัดเจนที่สุดในภาคอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งรัฐบาลแอฟริกาใต้มองว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเบี่ยงเส้นทางการค้าของสินค้าเหล็กจากเอเชีย ภายใต้สถานการณ์ที่สินค้าเหล็กจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปได้ตามปกติ ส่งผลให้แอฟริกาใต้ต้องเผชิญกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น
ข้อมูลจาก International Trade Administration Commission of South Africa (ITAC) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2566/2567 ปริมาณการนำเข้าเหล็กโครงสร้างจากจีนและไทยเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า หรือรวมประมาณ 28,800 ตัน โดยจีนมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 65 ของปริมาณรวมดังกล่าว ขณะเดียวกัน ArcelorMittal South Africa (AMSA) โดยเฉพาะหน่วยธุรกิจรางและโครงสร้าง (AMRAS) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่เพียงรายเดียวในกลุ่มประเทศ SACU ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต การรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และการรักษาระดับการจ้างงานภายในประเทศ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ITAC จึงประกาศใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Measures) ต่อสินค้าเหล็กโครงสร้างจากจีนและไทย โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับสินค้าจากจีนที่ร้อยละ 74.98 และสินค้าจากไทยที่ร้อยละ 20.32 เป็นระยะเวลา 5 ปี มาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินค้าภายใต้พิกัดศุลกากร 7216.31, 7216.32, 7216.33 และ 7216.40 ซึ่งรวมถึงเหล็กโครงสร้างประเภท U-sections, I-sections, H-sections ตลอดจน angles, shapes และ sections ที่ใช้ในภาคก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ อัตราภาษีดังกล่าวยังถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าปกติร้อยละ 10 และมาตรการ safeguard ร้อยละ 13 ที่มีผลบังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้ภาระต้นทุนของผู้นำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งในวันเดียวกัน ITAC ยังประกาศใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดต่อสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นระยะเวลา 5 ปี ขณะที่เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาของแอฟริกาใต้ได้เผยแพร่ผลการไต่สวนขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเครื่องซักผ้าฝาบนแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบจากจีนและไทยเพิ่มเติมอีกด้วย พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนว่า แอฟริกาใต้กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้าอย่างเข้มข้นและครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเบี่ยงเส้นทางการค้าและการแข่งขันด้านราคาจากประเทศผู้ผลิตในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าในลักษณะดังกล่าวยังสะท้อนความย้อนแย้งภายใน Butterfly Strategy ของรัฐบาลแอฟริกาใต้ กล่าวคือ แม้รัฐบาลจะเดินหน้าขยายตลาด ดึงดูดการลงทุน และผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่าน AfCFTA แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จำเป็นต้องตอบสนองต่อแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานจำนวนมาก
สำหรับประเทศไทย มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดต่อสินค้าเหล็กโครงสร้างและเครื่องซักผ้าฝาบนไม่ได้สะท้อนผลกระทบเฉพาะต่อสินค้าแต่ละประเภทเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าแอฟริกาใต้กำลังใช้มาตรการปกป้องทางการค้าในฐานะเครื่องมือรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว สินค้าอุตสาหกรรมไทยประเภทอื่น เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์โลหะ อาจเผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกันในอนาคต หากรัฐบาลแอฟริกาใต้ประเมินว่าการแข่งขันจากสินค้านำเข้ามีผลกระทบต่อฐานการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศเพิ่มขึ้น
ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












