ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังเป็นกลไกลสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรกรรมของมณฑลส่านซีอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์พืช เทคนิคการเพาะปลูก การจัดการดินและทรัพยากรน้ำ การป้องกันโรค และแมลงศัตรูพืช ไปจนถึงการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต การจัดการหลังเก็บเกี่ยวและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิต แต่ยังมุ่งยกระดับคุณภาพและความสม่ำเสมอของสินค้า ลดการสูญเสียระหว่างการผลิตและการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร
กลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนดังกล่าวคือ ความร่วมมือระหว่างเขตสาธิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการเกษตรหยางหลิง รัฐบาลเมืองเสียนหยาง และมหาวิทยาลัย Northswest Agriculture and Forestry University ภายใต้กรอบ “สองพื้นที่ หนึ่งมหาวิทยาลัย” ที่เป็นการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคการผลิตเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถนำไปใช้พื้นที่การเกษตรได้จริง อีกทั้งในปี 2005 ทางมหาวิทยาลัยและรัฐบาลอำเภอไป๋สุ่ยได้ร่วมกันจัดตั้งสถานีทดลองและสาธิตแอปเปิลแห่งแรกของจีนเพื่อนวิจัยพันธุ์ ทดสอบเทคนิคการปลูก และถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรนำพันธุ์และเทคนิคใหม่ไปใช้ในการผลิตโดยตรง
ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมแอปเปิลของอำเภอไป๋สุ่ย เป็นแหล่งผลิตแอปเปิลที่สำคัญของมณฑลส่านซี เป็นหนึ่งในผลลัพธ์จากความร่วมมือ “สองพื้นที่ หนึ่งมหาวิทยาลัย” โดยในอดีต เกษตรกรในอำเภอไป๋สุ่ยส่วนใหญ่ปลูกแอปเปิลฟูจิสายพันธุ์ดั้งเดิม ผลผลิตจึงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและรายได้แต่ละปีที่ไม่แน่นอน การพัฒนาแอปเปิลสายพันธุ์ใหม่ควบคู่กับการปรับปรุงวิธีปลูกจึงเป็นทางออกสำคัญในการเพิ่มผลผลิตและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร
ในพื้นที่
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอำเภอไป๋สุ่ยได้ขยายการปลูกแอปเปิลสายพันธุ่ใหม่กลุ่ม “สามรุ่ย” ได้แก่ รุ่ยเสี่ย รุ่ยหยาง และรุ่ยเซียงหง ที่เป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northswest Agriculture and Forestry University และมีพื้นที่ปลูกแอปเปิล “สามรุ่ย” ในอำเภอไป๋สุ่ยเพิ่มกว่า 4 หมื่นไร่ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการซื้อเครื่องจักรหรือการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐที่ทำหน้าที่สนับสนุนนโยบายและทรัพยากร ภาคมหาวิทยาลัยที่พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ภาคธุรกิจที่ช่วยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ ประเทศไทยและมณฑลส่านซีมีจุดแข็งด้านการเกษตรที่สามารถเกื้อหนุนได้ โดยประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตรเขตร้อน การแปรรูปอาหาร การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ ขณะที่มณฑลส่านซีมีความโดดเด่นด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช การจัดการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง เทคโนโลยีการผลิตไม้ผล และระบบถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่ภาคการผลิต ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช การจัดการน้ำอย่างแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการแปรรูปและสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร จะช่วยยกระดับผลิตภาพ เพิ่มมูลค่าสินค้า และเพิ่มความสารมารถทางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคการเกษตรในระยะยาว
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












