เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 สำนักงานบริหารท่าเรือและโลจิสติกส์เทศบาลนครฉงชิ่งเปิดเผยผลการดำเนินงานของ “ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ตะวันตก” (New Western Land-Sea Corridor: NWLSC/ILSTC) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 โดยมีปริมาณการขนส่งสินค้ารวมเกือบ 80,000 ตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าสินค้ารวมมากกว่า 13,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 สะท้อนถึงการเติบโตของเครือข่ายโลจิสติกส์และบทบาทของนครฉงชิ่งในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมต่อด้านการค้าและการขนส่งของจีนตะวันตก ทั้งนี้ ณ เดือนมีนาคม 2569 เส้นทางดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงการขนส่งไปยัง 128 ประเทศและภูมิภาค ผ่านท่าเรือรวม 592 แห่งทั่วโลก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากต้นปี
ในด้านรูปแบบการขนส่ง รถบรรทุกข้ามแดนเป็นประเภทที่เติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีมูลค่าการขนส่งรวม 3,902 ล้านหยวน (ประมาณ 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 86 และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของระบบโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน การขนส่งในรูปแบบรถไฟ-เรือ และรถไฟระหว่างประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางรถไฟตรงจากท่าเรือหลงโถวก่าง เขตฝูหลิง ไปยังภูมิภาคแอฟริกาเหนือเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ให้แก่สินค้าในพื้นที่ อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม
นครฉงชิ่งยังเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบภายใต้แนวคิด “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งนโยบาย” เพื่อให้แต่ละเขตมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและการขนส่ง ส่งผลให้ประเภทสินค้าที่สามารถขนส่งเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1,300 ประเภท และจำนวนเส้นทางบริการประจำเพิ่มขึ้นจากกว่า 70 เส้นทาง เป็นมากกว่า 200 เส้นทาง สะท้อนถึงการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์สู่การเป็นระบบขนส่งที่ครอบคลุมหลายภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ
การเติบโตดังกล่าวยังได้รับแรงสนับสนุนจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเปิดเส้นทางด่วนคุณภาพสูงจำนวน 4 เส้นทางเชื่อมสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเส้นทางนครฉงชิ่ง-ท่าเรือแหลมฉบังของไทย ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการขนส่งได้ถึง 3 วัน รวมถึงการขยายศักยภาพท่าเรือซินโจว และการปฏิรูปพิธีการศุลกากรในรูปแบบ “เอกสารแผ่นเดียวตลอดกระบวนการ” ที่ช่วยให้การดำเนินพิธีการต่าง ๆ มีความรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น
ในด้านการค้า เส้นทางดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยในช่วงสองเดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าระหว่างนครฉงชิ่งกับอาเซียนอยู่ที่ 22,930 ล้านหยวน (ประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.7 ส่งผลให้สินค้าสำคัญของนครฉงชิ่ง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ สามารถส่งออกได้สะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคจากอาเซียนก็สามารถเข้าสู่ตลาดนครฉงชิ่งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การพัฒนาโลจิสติกส์สีเขียวยังมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ในการขนส่งข้ามแดนไปยังเวียดนาม และมีการใช้งานสะสมเกือบ 7,000 เที่ยวภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสนับสนุนการขนส่งคาร์บอนต่ำ พร้อมยกระดับคุณภาพและความยั่งยืนของเส้นทางโลจิสติกส์ในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย ท่าเรือแหลมฉบังมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดเชื่อมต่อหลักของระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ตะวันตก โดยการเชื่อมต่อระหว่างนครฉงชิ่งและท่าเรือแหลมฉบังสามารถลดระยะเวลาการขนส่งได้ถึง 3 วัน ส่งผลให้ไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะประตูเชื่อมต่อการค้าระหว่างจีนตะวันตกกับตลาดโลก อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนในระยะยาว
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












