ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมจาก “การผลิตเชิงปริมาณ” ไปสู่ “การผลิตคุณภาพสูง” (High-quality development) ที่เน้นมูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยีขั้นสูง และความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ประเทศจีนได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง อุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ศูนย์กลางวัสดุแห่งใหม่และอุตสาหกรรมขั้นสูงอย่างเมืองเป่าจี มณฑลส่านซี ที่ได้พัฒนามาจากการผลิตอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไทเทเนียม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งไทเทเนียมของจีน” และเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งการเติบโตของเมืองเป่าจีเกิดจากการผสานกันของแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ แรงงานอุตสาหกรรมที่มีทักษะ การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ ซึ่งร่วมกันสร้างฐานการเติบโตใหม่ให้กับเมือง สะท้อนผ่านตัวเลขในปี 2568 ที่มีมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของเมืองเป่าจีที่ขยายตัวร้อยละ 10 สูงเป็นอันดับ 1 ของมณฑล และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมที่เติบโต ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร พลังงาน และพลังงานปิโตรเคมี
ภาคอุตสาหกรรมของเมืองเป่าจีได้ขยายบทบาทในระดับสากลต่อเนื่อง ซึ่งบริษัท Shaanix HanDe Axle Co., Ltd ถือเป็นตัวอย่างของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลกโดยปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีปริมาณการผลิตและจำหน่ายเพลารถยนต์เป็นอันดับ 1 ของจีน และอันดับ 3 ของโลก อีกทั้ง มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ที่ส่งออกไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลกและมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากกว่าร้อยละ 50 ขณะเดียวกัน เมืองเป่าจียังให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยได้มีการจัดงานที่ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของเมืองได้พบปะแลกเปลี่ยนกับบริษัทต่าง ๆ ทำให้มีบริษัทต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น บริษัท Fuchs Automotive Parts (shaaxin) Co.. Ltd ที่ดำเนินด้านการผลิต วิจัยและพัฒนา และจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รวมถึงอุปกรณ์ไฮดรอลิก/นิวเมติก และวัตถุซีลประสิทธิภาพสูง
เมืองเป่าจีนั้นมีความโดดเด่นจากการพัฒนา “ห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทเทเนียมครบวงจร” โดยมีผู้นำหลักคือ บริษัท BAOTI Group Co., Ltd ที่สามารถผลิตวัสดุไทเทเนียมจาก 1,070 ตัน ครองอันดับ 1 ของโลก และสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตฟองน้ำไทเทเนียม การหลอม การแปรรูป ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์ ปัจจุบัน ปริมาณการผลิตไทเทเนียมคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตรวมทั้งประเทศจีน และเป็นผู้ผลิตไทเทเนียมรายใหญ่ระดับโลกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการผลิต การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง
อย่างไรก็ดี โอกาสสำหรับธุรกิจไทยในเมืองเป่าจีมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทที่ทั้งไทยและจีนต่างมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่ “การเติบโตที่เน้นคุณภาพสูง” การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มมากกว่าปริมาณการผลิต ความสอดคล้องเชิงโครงสร้างดังกว่าวเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่ระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองเป่าจีมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น การแปรรูป การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการเป็น hub ตลาดอาเซียน ดังนั้น การพัฒนาความร่วมมือในลักษณะ “การแบ่งบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า” จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้ง 2 ฝ่าย ในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจขอรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสการสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนเกี่ยวกับเมืองเป่าจี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ bi*****@*****ok.com
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












