เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่จังหวัดคูมาโมโตะเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคคีวชูและชูโกกุ ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของญี่ปุ่น ในปี 2568 ทั้งสองภูมิภาคผลิตรถยนต์รวมประมาณ 2 ล้านคัน หรือคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของกำลังการผลิตรถยนต์ทั้งประเทศ โดยผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายแห่งต้องประกาศระงับการผลิตชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของโรงงานและประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายสำคัญได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดย Aisin Kyushu ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับ Toyota ในจังหวัดคูมาโมโตะ อยู่ระหว่างการเร่งฟื้นฟูโรงงานที่ได้รับความเสียหาย พร้อมใช้แผนสำรองคือการจัดหาชิ้นส่วนจากโรงงานอื่นมาทดแทน ขณะที่ Denso ผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยียานยนต์รายใหญ่ของโลก ได้รับผลกระทบจากการหยุดดำเนินงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่ม Tier-2 และ Tier-3 มากกว่า 10 แห่ง ทั้งนี้ ประสบการณ์จากเหตุแผ่นดินไหวคูมาโมโตะเมื่อปี 2559 ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นได้ปรับปรุงระบบบริหารความเสี่ยงและการกระจายห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง
สถาบันวิจัย Nomura และธนาคาร Mizuho ประเมินว่า ผลกระทบในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น เนื่องจากความเสียหายโดยรวมมีความรุนแรงน้อยกว่าเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน อีกทั้งผู้ประกอบการได้พัฒนาระบบจัดซื้อแบบ Multi-sourcing การสำรองชิ้นส่วน และระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดย Toyota ได้นำระบบ RESCUE (REinforce Supply Chain Under Emergency) มาใช้เพื่อติดตามสถานะผู้ผลิตชิ้นส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทานลึกถึงผู้ผลิตใน Tier 10 ช่วยให้สามารถบริหารจัดการและจัดหาชิ้นส่วนทดแทนได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้ อยู่ที่การฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคและการขนส่งในพื้นที่ ความเร็วในการซ่อมแซมโรงงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนเฉพาะทาง ตลอดจนการกลับมาดำเนินงานของผู้ผลิตในกลุ่ม Tier-2 และ Tier-3 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสายการผลิตรถยนต์ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการตรวจสอบเครื่องจักรในโรงงานผลิตชิปสำหรับยานยนต์ รวมถึงประสิทธิภาพของระบบ BCM ในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต
ล่าสุด Toyota ได้ระงับการผลิตที่โรงงาน 3 แห่งในจังหวัดฟูกูโอกะจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ Nissan หยุดสายการผลิตบางส่วนที่โรงงานในจังหวัดฟูกูโอกะ ส่วน Daihatsu ระงับการผลิตที่โรงงานในจังหวัดโออิตะและฟูกูโอกะ และ Mitsubishi Motors หยุดการผลิตรถยนต์บางรุ่นที่โรงงานในจังหวัดโอกายามะโดยไม่มีกำหนด
สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนสำคัญของภูมิภาค และมีความเชื่อมโยงกับผู้ผลิตญี่ปุ่นจำนวนมาก ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งกระจายแหล่งจัดหาชิ้นส่วน พัฒนาระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) และใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของบริษัทญี่ปุ่นเพื่อดึงดูดการลงทุนด้านชิ้นส่วนยานยนต์และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่ประเทศไทย
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












