เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ประกาศใช้กฎหมายปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองธารน้ำแข็งและสภาพแวดล้อมรอบธารน้ำแข็ง (Regime of Minimum Budgets for the Protection of Glaciers and the Periglacial Environment) ซึ่งนับเป็นการปรับแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมสำคัญที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2553 โดยเดิมกฎหมายดังกล่าวถูกตราขึ้นในสมัยประธานาธิบดี Cristina Fernández de Kirchner เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองธารน้ำแข็งและพื้นที่รอบธารน้ำแข็ง ซึ่งถือเป็นแหล่งสำรองน้ำตามธรรมชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศ รวมทั้งมีบทบาทในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและเสถียรภาพของระบบภูมิอากาศ
ภายใต้กฎหมายเดิม กิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อธารน้ำแข็งและพื้นที่รอบธารน้ำแข็ง เช่น การทำเหมืองแร่ การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซ การก่อสร้างโรงงาน ตลอดจนการปล่อยสารปนเปื้อนหรือของเสีย ถูกห้ามดำเนินการอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการเหมืองแร่จำนวนมากมองว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและจำกัดศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลของประธานาธิบดี Javier Milei และพรรค Libertad Avanza ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงผลักดันการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภานิติบัญญัติหลายพรรค อาทิ พรรค PRO พรรค UCR พรรค Innovación Federal รวมถึงสมาชิกสภาที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ว่าการจังหวัดที่มีศักยภาพด้านเหมืองแร่ เช่น Catamarca, Tucumán, San Juan, Salta และ Santa Cruz ขณะที่พรรคฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมคัดค้านอย่างหนัก โดยมองว่าการแก้ไขกฎหมายอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางน้ำของประเทศในระยะยาว
สาระสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือการปรับนิยามพื้นที่คุ้มครองให้แคบลง โดยกำหนดให้ความคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะธารน้ำแข็งและพื้นที่รอบธารน้ำแข็งที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีบทบาทเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนที่เคยอยู่ภายใต้ข้อห้ามตามกฎหมายเดิม อาจกลับมาเปิดให้มีการขอสัมปทานเหมืองแร่หรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นได้อีกครั้ง
อีกประเด็นสำคัญคือการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปสู่ระดับจังหวัด โดยลดบทบาทของสถาบันวิทยาศาสตร์หิมะ ธารน้ำแข็งวิทยา และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (IANIGLA) ในการพิจารณาพื้นที่คุ้มครอง และให้อำนาจหน่วยงานระดับจังหวัดเป็นผู้ประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศและหน้าที่ทางอุทกวิทยาของพื้นที่ธารน้ำแข็งหรือไม่ หากประเมินว่าไม่มีผลกระทบสำคัญ ก็สามารถอนุญาตให้ดำเนินโครงการเหมืองแร่หรือขุดเจาะน้ำมันได้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังคงต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และปฏิบัติตามหลักการระวังไว้ก่อน (Precautionary Principle) ตามที่กฎหมายกำหนด
ในมิติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอาร์เจนตินาคาดว่าการปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกโครงการลงทุนด้านเหมืองแร่จำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่สามเหลี่ยมลิเทียม (Lithium Triangle) ซึ่งครอบคลุมจังหวัด Catamarca, Salta และ Jujuy รวมถึงพื้นที่ผลิตทองแดงสำคัญ เช่น จังหวัด San Juan และ Mendoza ที่เรียกร้องให้มีการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลประเมินว่าการปฏิรูปกฎหมายอาจช่วยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ระหว่าง 20,000–28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสนับสนุนการดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ (RIGI) ของรัฐบาลกลาง
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปดังกล่าวได้จุดกระแสคัดค้านอย่างกว้างขวางจากองค์กรสิ่งแวดล้อม สถาบันวิชาการ และภาคประชาสังคม ซึ่งแสดงความกังวลว่าการลดระดับการคุ้มครองธารน้ำแข็งอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางน้ำของประเทศ โดยเฉพาะแหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติบริเวณเทือกเขาแอนดีส นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ความแตกต่างของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระหว่างจังหวัด รวมถึงความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ที่พึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นหลัก
ขณะเดียวกัน กลุ่มฝ่ายค้านและผู้ว่าการจังหวัด La Pampa ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้วินิจฉัยว่าการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการลดระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เคยมีอยู่ และอาจขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ความตกลง Escazú Agreement ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอย่างทั่วถึงก่อนการออกกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ศาลในจังหวัด Santa Cruz และ La Pampa ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไว้ก่อนระหว่างการพิจารณาคดี
ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบัวโนสไอเรส
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์












