ภาคธุรกิจค้าปลีกในประเทศแคนาดา กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในปี 2569 หลังจากต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก ข้อพิพาททางการค้า และอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานอายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวแคนาดาเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคเริ่มใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” ของสินค้า และเปิดรับทางเลือกการบริโภคที่แตกต่างจากเดิม เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาอาหารและค่าเช่าที่ปรับเพิ่มสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย ทำให้หลายครัวเรือนต้องบริหารงบประมาณอย่างเข้มงวด
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าราคาสูงเริ่มถูกชะลอการตัดสินใจซื้อ ขณะที่สินค้าบางหมวด เช่น เสื้อผ้า กลายเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคเลือกลดการใช้จ่ายก่อน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปเลือกซื้อสินค้าลดราคา ร้านค้ามือสอง และสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่มีฉลาก “Made in Canada” ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าแม้อาจต้องจ่ายเพิ่มเล็กน้อย แต่สามารถแลกกับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ แหล่งที่มาของสินค้า และการสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศได้ อีกทั้ง หนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจนคือกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ซึ่งต้องเผชิญกับอัตราการว่างงานที่ค่อนข้างสูง ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มนี้เน้นความประหยัดและความคุ้มค่ามากขึ้น กระแสการซื้อสินค้ามือสองจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ผู้บริโภคทุกระดับรายได้ โดยมีปัจจัยด้านความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเป็นแรงจูงใจสำคัญ
ข้อมูลผลสำรวจในปี 2568 ระบุว่า ชาวแคนาดามากกว่าสามในสี่เคยซื้อสินค้ามือสองอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีแรงจูงใจหลักทั้งด้านราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและการสนับสนุนแนวคิดความยั่งยืน นอกจากนี้ บริการ เช่าเสื้อผ้า (Clothing Rental) ยังกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากช่วยให้ผู้บริโภคสามารถปรับเปลี่ยนสไตล์การแต่งกายหรือเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนระยะยาว รูปแบบธุรกิจดังกล่าวจึงตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลาดสินค้ามือสองและแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปี 2569
อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญในตลาดค้าปลีกของแคนาดาคือการเติบโตของสินค้า Private Label หรือสินค้าแบรนด์ของร้านค้าเอง ซึ่งเริ่มเปลี่ยนภาพลักษณ์จากสินค้าราคาประหยัดไปสู่กลยุทธ์หลักของผู้ค้าปลีก การพัฒนาสินค้าประเภทนี้ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถลดต้นทุนจากการตัดคนกลางออก เพิ่มอัตรากำไร และตั้งราคาที่แข่งขันได้ในตลาด ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z เริ่มตั้งคำถามกับแบรนด์ระดับประเทศที่มีราคาสูงขึ้นจากต้นทุนด้านการตลาดและบรรจุภัณฑ์ มากกว่าการพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างแท้จริง ส่งผลให้สินค้า Private Label ถูกมองว่ามีความโปร่งใสและมีคุณภาพใกล้เคียงกับสินค้าแบรนด์ใหญ่ แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
เบื้องหลังการปรับตัวของภาคค้าปลีกแคนาดายังรวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อช่วยในการบริหารสินค้าคงคลัง การพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า และการทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล ผู้ค้าปลีกรายใหญ่จึงลงทุนพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลของตนเอง ขณะที่ผู้ค้าปลีกรายเล็กสามารถใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ตลาดค้าปลีกของแคนาดาจึงไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวหลังวิกฤตเท่านั้น แต่กำลังเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค กลยุทธ์สินค้า และการใช้เทคโนโลยี โดยมี “ความคุ้มค่า ความยั่งยืน และนวัตกรรม” เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดในอนาคต ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของผู้ค้าปลีกในยุคเศรษฐกิจใหม่
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์













