ข้อมูลจาก SEA Food Delivery Competitive Landscape ในปี 2024 รายงานว่า ตลาดบริการส่งอาหารออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะการขยายกลุ่มลูกค้า ขยายพื้นที่ให้บริการ และแพลตฟอร์มธุรกิจที่หลากหลาย โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมประมาณ 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปีที่แล้ว อีกทั้งการคาดการณ์ว่า ตลาด Food Delivery ของเวียดนามจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอีก 6 ปีข้างหน้า
ปัจจุบัน ในเวียดนามมีแพลตฟอร์ม Food Delivery รายใหญ่ 4 ราย ได้แก่ ShopeeFood (จีน) GrabFood (มาเลเซีย) beFood (เวียดนาม) และ Xanh (เวียดนาม) ซึ่งมีการแข่งขันสูง ทำให้มีผู้ให้บริการหลายรายที่ปิดตัวไป โดย ShopeeFood และ GrabFood ได้ครองสัดส่วนตลาดมากที่สุด (มากกว่าร้อยละ 90) ทำให้เห็นถึงกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจบริการนี้อย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคที่นิยมใช้ ShopeeFood เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจ promotion จากการส่งเสริมการตลาด ราคาย่อมเยา และเป็นผลจากการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม E-commerce ของ Shopee ในขณะที่ GrabFood ดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยในเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ซึ่งได้อานิสงส์จาก Brand ที่น่าเชื่อถือมาอย่างยาวนาน โดยทั้งสองกลุ่มเป็นผู้บริโภคที่คุ้นเคยและนิยมใช้เทคโนโลยีเพื่อการชำระแทนเงินสด
โดยเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างยกร่างกฎหมาย Green E-Commerce Law เพื่อมุ่งแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ โดยเฉพาะสิ่งที่เหลือใช้จากบรรจุภัณฑ์ เช่น กล่องกระดาษ กล่องพลาสติกแข็งบรรจุอาหาร และพลาสติกใช้ครั้งเดียว รวมทั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการขนส่งสินค้าและการจัดการอาหาร โดยมีข้อมูลว่าอุตสาหกรรม E-Commerce และการจัดส่งอาหารออนไลน์ของเวียดนามในปี 2568 ใช้กล่องกระดาษประมาณ 160,000 กล่องและพลาสติกใช้แล้วทิ้งประมาณ 171,000 ตัน
แม้ว่าตลาดธุรกิจบริการสั่งอาหารออนไลน์ในเวียดนามจะมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่ธุรกิจยังกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองหลวงที่มีจำนวนผู้เข้าถึงเทคโนโลยีสูง โดยมีปัจจัยส่งเสริมสำคัญคือโครงสร้างประชากรที่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมาก พร้อมทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมือง รวมทั้งกลุ่มคนชนชั้นกลางที่มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีกำลังซื้อสูงขึ้น ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุน E-Commerce และส่งเสริมการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของนักลงทุนไทยด้าน Fintech โดยเฉพาะนวัตกรรม Payment Gateway ที่ไทยมีประสบการณ์พัฒนาระบบและความเชี่ยวชาญที่สามารถปรับให้สอดคล้องกับตลาดเวียดนามได้ อาทิ ระบบบริการร้านอาหาร (Restaurant POS & Manament System) ระบบ e-Wallet และ Loyalty Program ระบบ Buy Now Pay Later และระบบความมั่นคงปลอดภัยด้านการชำระเงิน (Payment Security) ที่จะช่วยพัฒนา ecosystem ของ Food Delivery เวียดนามและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่
ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์

