จุดประสงค์ความต้องการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในตลาดฮ่องกง
แม้ว่าฮ่องกงจะมีระบบสาธารณสุขที่ถูกยอมรับในระดับโลก และราคาไม่สูงมากสำหรับชาวฮ่องกง ทว่าฮ่องกงยังคงประสบปัญหาด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยส่งผลให้ระยะเวลาในการรอเข้ารับการรักษานั้นยาวนานเป็นอย่างมาก หากกรณีผู้ป่วยไม่เร่งด่วนอาจจะต้องรอเวลาพบแพทย์นานกว่า 3 ปี ซึ่งหากต้องการรับการรักษาที่รวดเร็ว ผู้ป่วยต้องชำระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเพื่อเข้าโรงพยาบาลเอกชน โดยค่าใช้จ่าย MRI ของโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (12,000 – 60,000 บาท) ซึ่งอาจเท่ากับเงินเดือนชาวฮ่องกงที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ส่งผลให้ชาวฮ่องกงน้อยกว่า 1 ใน 5 สามารถเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ และชาวฮ่องกงเพียงร้อยละ 10 ที่มีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน ส่งผลให้ชาวฮ่องกงส่วนใหญ่หันไปรับการรักษาในโรงพยาบาลที่อื่น อย่างเมืองเซินเจิ้น แต่จำนวนประชากรและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น จึงทำให้การเดินทางไปรักษาพยาบาลในเมืองเซินเจิ้นมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น
นอกจากนี้ ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฮ่องกง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะสูงหรือผู้บริหารในองค์กรต่าง ๆ มีแนวโน้มเลือกเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ โดยมักวางแผนพาครอบครัวไปท่องเที่ยวควบคู่กับการพบแพทย์ในครั้งเดียวกัน ในปี 2568 กลุ่มดังกล่าวนิยมเดินทางไปรับบริการด้านสุขภาพในประเทศต่าง ๆ เช่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศในยุโรป รวมถึงประเทศไทยเป็นพิเศษ เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสมและระยะทางที่ไม่ไกลจากฮ่องกง
ข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย
1. ชื่อเสียงของโรงพยาบาลเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
ประเทศไทยได้ผลักดันนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 ส่งผลให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในไทยมีศักยภาพสูงและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์กร Joint Commission International (JCI) มากกว่า 65 แห่ง ซึ่งนับว่ามากเป็นอันดับ 4 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานด้านการบริการ คุณภาพ และความปลอดภัยของผู้ป่วยของโรงพยาบาลไทย ปัจจัยดังกล่าวจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวฮ่องกงเกิดความเชื่อมั่นและนิยมเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ควบคู่กับการท่องเที่ยวในประเทศไทย
2. ความสะดวกสบายของการเข้ารับบริการทางการแพทย์
โรงพยาบาลในประเทศไทยหลายแห่งมีแผนกประสานงานระหว่างประเทศ ทำหน้าที่ดูแลการสื่อสารและให้บริการผู้ป่วยชาวต่างชาติ โดยโรงพยาบาลที่ให้บริการผู้ป่วยจากต่างประเทศส่วนใหญ่มีบุคลากรที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้เป็นอย่างดี ทำให้ชาวฮ่องกงซึ่งมีทักษะด้านภาษาทั้งสองภาษาอยู่แล้วสามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ การเดินทางจากฮ่องกงมายังประเทศไทยยังมีความสะดวกสูง เนื่องจากมีเที่ยวบินตรงมากกว่า 130 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และมีจุดหมายปลายทางเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และเกาะสมุย อีกทั้งการชำระค่ารักษาพยาบาลก็ทำได้อย่างสะดวก เนื่องจากโรงพยาบาลไทยส่วนใหญ่รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตที่เป็นที่นิยมในฮ่องกง
3. ค่ารักษาพยาบาลที่ไม่สูงมากและระยะเวลารอพบแพทย์ที่สั้น
ค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะหัตถการใหญ่และทันตกรรมในไทยต่ำกว่าโรงพยาบาลเอกชนของฮ่องกง แม้จะรวมค่าบัตรโดยสารและที่พักแล้ว นอกจากนี้โรงพยาบาลไทยหลายแห่ง ผู้ป่วยสามารถพบแพทย์ได้ในวันเดียวกันกับที่นัดหมาย ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและความสะดวกสบายต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ซึ่งราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับชาวฮ่องกง โรงพยาบาลไทยจึงตอบโจทย์เป็นอย่างมาก
4. ความนิยมการท่องเที่ยวไทยของชาวฮ่องกง
เดิมทีประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่นิยมมากของชาวฮ่องกงอยู่แล้ว และปัจจัยดังกล่าวก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวฮ่องเป็นจำนวนมากเลือกเดินทางไปยังไทยควบคู่ไปกับการรักษาพยาบาลด้วย ซึ่งส่วนใหญการเดินทางไปยังไทยก็เพราะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับครอบครัวและสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งที่ไทยเป็นการท่องเที่ยวที่สามารเดินทางไปพักผ่อนได้ยาว ๆ ถือเป็นข้อได้เปรียบซึ่งต่างจากเมืองอื่น ๆ ในไทย ที่เดินทางไป-กลับ ไม่พักแรม
ความท้าทายสำหรับธุรกิจไทย
1. ภาพลักษณ์เชิงลบต่อการท่องเที่ยวไทย
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์หรือข่าวเชิงลบของไทยก็ย่อมส่งผลต่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเช่นกัน และยุคนี้ที่เป็นยิ่งสมัยที่ข่าวสารต่าง ๆ สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเมื่อช่วงต้นปี 2568 ที่มีข่าวหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ดดยใช่ไทยเป็นทางผ่าน ซึ่งมีชาวจีนและฮ่องกงที่เป็นเหยื่อโดยส่วนใหญ่ โดยข่าวนี้ส่งผลให้ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทยในสายตาชาวจีนและฮ่องกงถดถอยลง ดังนั้นภาคส่วนในไทยจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
ได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
2. การขาดกลไกการส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพระหว่างโรงพยาบาลในไทยและฮ่องกง
แพทย์ในโรงพยาบาลฮ่องกงอาจมีความลังเลในการรับรักษาผู้ป่วยจากแพทยในโรงพยาบาลไทย เนื่องจากมีวิธีการบันทึกการแพทย์ แนวปฏิบัติ การจ่ายยาที่แตกต่างกัน และยาที่แพทย์ในไทยสั่ง อาจไม่สารถหาได้ในฮ่องกง อีกทั้งยังมีประเด็นความรับผิดชอบทางกฎหมาย ในเร่องของยานั้น กฎระเบียบการควบคุมยาและเวชภัณฑ์ ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้การเป็นข้อกังวลสำหรับผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องหลายปี ดังนั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโรงพยาบาลไทยอาจต้องหารือกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพและบริษัทประกันภัยในจีนและฮ่องกเพื่อจัดทำช่องทางการสื่อสารที่ทำให้การส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยมีความรายรื่นและสอดคล้องกันมากขึ้น
3. การขาดแคลนช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลในไทย
ชาวฮ่องกงส่วนมากมีความเห็นว่าไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงในไทยได้เพียงพอ โดยเฉพาะแหล่งข้อมูลภาษาจีนและน่าเชื่อถือ ดังนั้นโรงพยาบาลในไทยอาจพิจารณาร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพในจีนและฮ่องกงเพื่อประชาสัมพันธ์ และอาจจะพิจารณาร่วมมือกับ Influencer ในฮ่องกงเพื่อผลิตคอนเทนต์โรงพยาบาลตน ซึ่งก็จะช่วยให้โรงพยาบาลเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวฮ่องกงมากขึ้น
บทสรุป
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัยในฮ่องกง ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ระยะเวลารอรับการรักษาที่ยาวนานในโรงพยาบาลของรัฐ และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ชาวฮ่องกงจำนวนมากเลือกเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจ ด้วยคุณภาพการรักษาและค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า ทั้งนี้ ฮ่องกงยังถือเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีศักยภาพต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทย โดยควรมีความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขอุปสรรคที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

