Budget Malaysia 2026 เป็น “แผนยกระดับประเทศ” ของมาเลเซียในระยะยาว ที่ต้องการขยับโครงสร้างเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าสูงและแข่งขันได้ในเวทีโลก ที่รัฐบาลมาเลเซียมองว่าต่อจากนี้การเติบโตจะไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณ แต่เป็นเรื่องคุณภาพ ทั้งในด้านการลงทุน การจ้างงาน และบทบาทของประเทศในห่วงโซ่เศรษฐกิจภูมิภาคและระดับโลก
ซึ่งหัวใจสำคัญของ Budget Malaysia 2026 คือการผลักดัน 3 ด้านหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
ด้านแรก คือการดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วและมีมูลค่าสูง (High-Growth High-Value) เช่น AI ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งในแง่การส่งออก การสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง และการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
ด้านที่สอง คือการผลักดันสถานะ ASEAN Business Entity (ABE) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทในมาเลเซียสามารถขยายการลงทุน ดำเนินธุรกิจ และเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะสูงได้สะดวกขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ลดขั้นตอนและอุปสรรคทางกฎระเบียบ ทำให้การทำธุรกิจข้ามประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้น และเสริมบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางทางธุรกิจของอาเซียน
ด้านที่สาม คือการเร่งสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยรัฐบาลมาเลเซียประกาศเดินหน้าโครงการ MyDigital ID อย่างจริงจัง พร้อมขยายการใช้งานไปยังภาคการเงิน โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ และภาคสุขภาพในปี 2569 ควบคู่กับการเริ่มบังคับใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoicing) เพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการภาษีของรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดต้นทุนทางธุรกิจ และเพิ่มความโปร่งใสของภาครัฐ
นอกจากนี้ Budget Malaysia 2026 ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน (Cross-Border Economic Champion) โดยใช้ประโยชน์จากที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ผ่านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงสร้างพื้นฐานตามแนวชายแดนที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็น
(1) การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนทางตอนเหนือ รัฐบาลมาเลเซียได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 2.7 พันล้านริงกิต ให้แก่โครงการ Delapan Border Special Economic Zone รัฐเกดะห์ เพื่อพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ครบวงจรและทันสมัย เน้นการใช้ระบบดิจิทัลในการบริหารจัดการ ช่วยสร้างโอกาสต่ออุตสาหกรรมการผลิต คลังสินค้า และโลจิสติกส์ของไทยด้วยทำเลที่ตั้งใกล้กับชายแดนไทย
(2) การพัฒนาโครงการถนนและทางรถไฟในพื้นที่ชายแดน เช่น เส้นทางรถไฟ Paris Mas-Rantau Panjang และการขยายถนนสาย Kalabakan-Simanggaris ในรัฐซาบาห์ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ North Kalimatan ในอินโดนีเซีย การเร่งผลักดันโครงการถนนทางหลวง Pan Borneo ให้แล้วเสร็จ โดยถนนสายนี้จะเชื่อมต่อรัฐซาบาห์/ ซาราวัก เข้าด้วยกัน แปและขยายไปยังบรูไนฯ และอินโดนีเซีย ตลอดจนโครงการรถไฟ RTS Link ที่เชื่อมยะโฮร์ – สิงคโปร์ คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2570 อีกทั้งโครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโลจิกสติกส์ระดับภูมิภาค จะส่งผลดีต่อการขยายช่องทางการค้าของไทยที่เชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระดับอาเซียน
(3) การเสริมสร้างระบบนิเวศด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์ – สิงคโปร์ (JS-SEZ) เช่น การเร่งรัดกระบวนการอนุมัติการลงทุน และการเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษากับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาทักษะให้เกิดตำแหน่งงานคุณภาพสูง โดยเขต JS-SEZ ได้รับอนุมัติการลงทุนรวม 37.1 พันล้านริงกิต คิดเป็นร้อยละ 66 ของมูลค่าการลงทุนในรัฐยะโฮร์ ซึ่งการลงทุนนี้ครอบคลุมหลายสาขา อาทิ data center โลจิกสติกส์อัจฉริยะ เช่น คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า การผลิตขั้นสูง สุขภาพและบริการธุรกิจ เป็นต้น
(4) การผลักดันโครงการพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดน เช่น ASEAN Power Grid เพื่อเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน โดยมีโครงการส่งไฟฟ้าจากลาวผ่านไทยไปยังสิงคโปร์ ที่เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่สำคัญภายใต้ ASEAN Power Grid ซึ่งจะส่ง hydropower จากลาวไปยังสิงคโปร์ ผ่านโครงข่ายมาเลเซีย นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียกำลังผลักดันโครงการส่งผ่านพลังงานหมุนเวียน เวียดนาม – มาเลเซีย – สิงคโปร์ ที่จะส่งพลังงานหมุนเวียนจากเวียดนามตอนใต้มายังมาเลเซียและสิงคโปร์อีกด้วย
ภาพรวมของ Budget Malaysia 2026 จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของมาเลเซียที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง เชื่อมโยงกับภูมิภาคอย่างแนบแน่น และพร้อมรับความท้าทายของโลกยุคดิจิทัล ไม่เพียงเพื่อการเติบโตของประเทศเอง แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนักลงทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจในอาเซียนรวมถึงประเทศไทยในอนาคตด้วย
ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์

