สิงคโปร์กำลังก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ภายในปี 2569 ซึ่งสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเกินหนึ่งในห้าของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่ฝึกระบบสมอง ไปจนถึงเซนเซอร์ตรวจจับการหกล้ม โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการสูงวัยและการดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่สะดวกขึ้น ปัจจุบัน บ้านพักคนชราและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในสิงคโปร์เริ่มนำระบบการตรวจจับการหกล้มที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ลักษณะคล้ายมนุษย์มาใช้งาน ซึ่งจะช่วยทำหน้าที่พูดคุยตอบโต้ ทำหน้าที่เป็นเพื่อน สนับสนุนกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้สูงวัย และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ด้านการดูแลสุขภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลและลดภาระงานของบุคลากรได้
รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในบริบทของสังคมผู้สูงวัย แม้จะมีการจ้างพยาบาลเพิ่มขึ้นแต่ก็คงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อรองรับการดูแลระยะยาว ทำให้ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงวัยในบ้านและชุมชน
โอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสู่สิงคโปร์ เนื่องจากไทยมีสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญและจุดแข็งเฉพาะ เช่น สมุนไพรไทย อาหารสุขภาพ อุปกรณ์ช่วยพยุงเคลื่อนไหว ตลอดจนโซลูชันดิจิทัลสำหรับการดูแลผู้สูงวัย อีกทั้งยังสามารถเจาะตลาดผ่านช่องทาง B2B ผ่านงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในสิงคโปร์ เพื่อการเข้าถึงตลาดของผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ที่มีกำลังซื้อสูงและความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และนำไปสู่การขยายไปยังตลาดโลก
ข้อมูล : สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

