อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสําคัญของรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ปลูกในภูมิภาค Northern River มานานกว่า 150 ปี โดยมีพื้นที่เพาะปลูก 34,000 เฮกเตอร์ (ประมาณ 212,500 ไร่) ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 500 ครอบครัวสามารถผลิตอ้อยได้ 2.4 ล้านตัน/ปี โดยมีโรงงานแปรรูปหลัก ได้แก่ บริษัท Sunshine Sugar อย่างไรก็ดี พื้นที่ปลูกอ้อยในภูมิภาคนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ของออสเตรเลียเท่านั้น การปลูกอ้อยในพื้นที่ดังกล่าวต้องเผชิญความท้าทายจากสิ่งแวดล้อม เกษตรกรจึงใช้ระบบปลูกพืชแบบรอบการเก็บเกี่ยว 2 ปี เพื่อเพิ่มผลผลิต โดยผลผลิตส่วนใหญ่จําหน่ายเป็นวัตถุดิบขั้นต้นเพื่อแปรรูปในประเทศ
การเผาอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว (pre-harvest burning) ยังคงเป็นวิธีที่เกษตรกรในรัฐนิวเซาท์เวลส์นิยมใช้เพื่อกําจัดเศษใบอ้อย เนื่องจากรัฐนิวเซาท์เวลส์มีสภาพอากาศเย็นและชื้น หากไม่ทําการเผาเศษใบอ้อยอุณหภูมิของดินอาจลดลง ส่งผลกระทบต่อการแตกหน่อและการเติบโตของอ้อยในรอบปลูกถัดไป ดังนั้น การเผาจึงกลายเป็นทางเลือกที่จําเป็นและมีต้นทุนต่ํา โดยร้อยละ 75 ของอ้อยจะถูกเผาก่อนเก็บเกี่ยว ส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียนต่อบริษัทและสมาคมผู้ปลูกอ้อยของรัฐฯ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงมุ่งปรับปรุงแนวทางการเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งผลักดันการรับรอง Bonsucro ซึ่งครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูก การสีอ้อย ไปจนถึงการกลั่นน้ําตาล
โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรในรัฐนิวเซาท์เวลส์สามารถเผาอ้อยได้ภายใต้กฎหมายต่าง ๆ ได้แก่
– พระราชบัญญัติการวางแผนและประเมินผลสิ่งแวดล้อม ซึ่งควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการเผา
– พระราชบัญญัติการทําฟาร์ม ที่ปกป้องสิทธิของเกษตรกรในการทําอาชีพ
– พระราชบัญญัติไฟป่าชนบท ซึ่งกําหนดระยะเวลาความเสี่ยงไฟป่าทั่วไป ในช่วงเวลาดังกล่าว เกษตรกรต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานดับเพลิง หรือบริการดับเพลิงชนบทก่อนการเผา
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกําหนดทางกฎหมาย เกษตรกรต้องแจ้งเพื่อนบ้านล่วงหน้าก่อนการเผาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ตรวจสอบทิศทางและความเร็วของลม รวมทั้งสภาพอากาศ และหลีกเลี่ยงการเผาในช่วงเวลาที่อากาศไม่เหมาะสมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของมลพิษ โดยมีสมาคมผู้ปลูกอ้อยทําหน้าที่ให้ข้อมูลสําคัญแก่เกษตรกร เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจอย่างเหมาะสม
แม้ว่าหลายภาคส่วนจะตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาก่อนเก็บเกี่ยว เช่น การปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไนโตรเจนไดออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนและเพิ่มก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ แต่การหาทางแก้ไขที่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจยังคงเป็นเรื่องท้าทายสําหรับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากเทคโนโลยีหรือวิธีการที่สามารถทดแทนการเผายังมีต้นทุนสูงและไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ภาคเอกชนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลและเกษตรกรจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอ้อยที่ยั่งยืนมากขึ้น อาทิ ความร่วมมือของบริษัท Sunshine Sugar กับมหาวิทยาลัย Queensland University of Technology และองค์กร Sugar Research Australia มูลค่าการลงทุน 1.25 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในการทดสอบระบบแยกเศษวัสดุด้วยเครื่องจักร ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการพึ่งพาการเผาและเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ในการเก็บเกี่ยวอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาเทคโนโลยีชีวมวลในอุตสาหกรรมอ้อยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ถือเป็นแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าห่วงโซ่คุณค่าจากของเสีย โดยอุตสาหกรรมอ้อยรัฐนิวเซาท์เวลส์ใช้ประโยชน์เกือบทุกส่วนของอ้อย ดังนี้
• ใบอ้อยเหลือทิ้ง ถูกนํามาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล เป็นทางเลือกเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบัน เกษตรกรบางรายในรัฐนิวเซาท์เวลส์เริ่มใช้เครื่องสางใบอ้อย ที่ช่วยลดการเผาอ้อยซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มโอกาสในการขายใบอ้อยให้กับโรงงานพลังงานชีวมวล
• กากอ้อย ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการสีอ้อย ถูกนํามาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการจําหน่ายในร้านค้าปลีกชั้นนํา เช่น Coles และ Woolworths ในราคาที่ไม่แตกต่างจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไป นอกจากนี้ กากอ้อยยังถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในช่วงที่ราคาน้ํามันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ทั้งนี้ พื้นที่ Northern Rivers เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจพลังงานชีวมวล
• เถ้าลอยชานอ้อย ซึ่งเป็นของเสียจากการเผากากอ้อย ถูกนําไปใช้เป็นปัจจัยการผลิตทดแทนในไร่อ้อย เช่น ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน หรือพัฒนาเป็นวัสดุสําหรับผลิตซีโอไลต์ และคอนกรีตซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการคิดค้นจากสถาบันวิจัยของรัฐร่วมกับภาคเอกชน นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากกากอ้อยเหลือทิ้ง และเพิ่มโอกาสทางการตลาดสําหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์
