หลังควบรวม 3 พื้นที่อย่าง จ. บ่าเสียะหวงเต่า และ จ. บิ่ญเชือง กับนครโฮจิมินห์ ทำให้นครโฮจิมินห์แห่งใหม่ได้ขยายพื้นที่และศักยภาพสู่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สู่การเป็น “มหานครขนาดใหญ่” และเป็นศูนย์กลางด้านต่าง ๆ อย่างการผลิต โลจิสติกส์ และนวัตกรรมของประเทศและภูมิภาค โดยอาศัยจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 3 พื้นที่ นครโฮจิมินห์จึงกำหนดนโยบายและกลไกการพัฒนาใหม่ที่มีความครอบคลุม ทันสมัยและแข่งขันได้ เพื่อให้สอดรับและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้และสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงของเวียดนาม
โดยนโยบายและกลไกการพัฒนาใหม่ครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 นโยบาย ได้แก่
1) การเพิ่มอำนาจด้านการจัดทำแผนแม่บทของนครโฮจิมินห์ โดยจะจัดทำแผนแม่บทเพียงฉบับเดียว ซึ่งทดแทนแผนระดับจังหวัดและแผนพัฒนาภาพรวมของนครฯ และคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์มีอำนาจอนุมัติแผนดังกล่าวได้เอง ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากสภาประชาชนนครโฮจิมินห์ เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการจัดเตรียมโครงการพัฒนาเมือง
2) การพัฒนาเมืองตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development TOD) ภาครัฐสามารถเก็บรายได้จากการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบระบบขนส่งมวลชนได้ เพื่อนำไปใช้เป็นงบสำหรับการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าและคมนาคมต่าง ๆ อีกทั้งสภาประชาชนนครโอจิมินห์สามารถใช้งบท้องถิ่นเพื่อเวนคืนที่ดินและพัฒนาเมืองได้
3) การส่งเสริมกลไกดึงดูดนักลงทุนยุทธศาสตร์ (Strategic Investor) มีการใช้กระบวนการคัดเลือกนักลงทุนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งหากเป็นโครงสร้างเงินลงทุน (Equity Requirement) นักลงทุนยุทธศาสตร์ต้องถือเงินลงทุนตนเองในสัดส่วนที่เหมาะสมกับขนาดโครงการ โดยมีเงื่อนไขคือ
หากเป็นโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนต่ำกว่า 30 ล้านล้านด่ง นักลงทุนต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด
หากเป็นโครงการที่มีมูลค่า 30 ล้านล้านด่งขึ้นไป นักลงทุนต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำที่ร้อยละ 15 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด
ทั้งนี้ หากเป็นกรณีที่มีนักลงทุนหลายรายในโครงการ จะต้องมีนักลงทุนอย่างน้อย 1 รายที่ถือเงินลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และนักลงทุนรายอื่นต้องถือเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 15
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ทางภาษี รายได้จากโครงการลงทุนยุทธศาสตร์ จะได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษร้อยละ 10 ตลอดอายุโครงการ พร้อมได้รับการละเว้นภาษีถึง 6 ปี และลดอัตราภาษีลงร้อยละ 50 ต่อเนื่องอีก 13 ปี อีกด้วย
4) การจัดตั้ง Free Trade Zone (FTZ) และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและที่ดิน โดย FTZ จะถูกแบ่งเป็น 3 สาขาหลัก ซึ่งไม่จะเป็นต้องเป็นพื้นที่ติดกัน ได้แก่ (1) เขตการผลิต ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (2) เขตโลจิสติกส์ ที่เป็นคลังหรือศูนย์กระจายสินค้า และท่าเรือ (3) เขตการค้า-บริการ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับท่าเรือ Cat Lai และ Cai Mep ha
โดยคณะกรรมการประชาชนและสภาประชาชนนครโฮจิมินห์ มีอำนาจในการกำหนดและตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดตั้งและขอบเขตของ FTZ โดยตรง อีกทั้งคณะกรรมการบริหารเขตส่งออกและนิคมอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้บริหารและกำกับดูแลอีกด้วย
ในเรื่องสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี บริษัทที่ลงทุนในโครงการใหม่ในสาขาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ AI อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานขั้นสูง เป็นต้น จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอัตราร้อยละ 10 เป็นเวลา 20 ปี โดยละเว้นภาษี 4 ปีแรก และลดหย่อนภาษีร้อยละ 50 ในอีก 9 ปีถัดมา อีกทั้งผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญนักวิทยาศาสตร์ หรือบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ และแรงงานทักษะสูง จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 50 เป็นเวลา 10 ปี
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ด้านที่ดิน ประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์มีอำนาจจัดสรรหรือให้เช่าโดยไม่ต้องจัดการประมูลหรือคัดเลือกนักลงทุน ยกเว้นเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ และมีอาจกำหนดกรอบอัตราค่าเช่าโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตได้เองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเพิ่มการดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
นอกจากมติข้างต้นแล้ว สภาแห่งชาติเวียดนามยังได้อนุมัติให้แก้ไขและเพิ่มเติมนโยบายพิเศษสำหรับการพัฒนากรุงฮานอยและนครดานัง โดยให้หน่วยงานบริหารของท้องถิ่นมีอำนาจการตัดสินใจในด้านการลงทุน จัดการที่ดิน จัดทำแผนแม่บท และการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังของเมือง อย่างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษ จราจรติดขัด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบกับระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงการจัดตั้งเขตประกอบการเสรี ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อความรวดเร็วในการจัดการของภาครัฐที่ส่งผลกระทบทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละเมืองในเวียดนามได้อีกด้วย
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์


