ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของภาคธุรกิจไทยดำเนินไปภายใต้ระเบียบการค้าโลกที่ตั้งอยู่บน
การเปิดเสรี การลดภาษี และห่วงโซ่อุปทานโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม เวที WTO Public Forum 2025 ณ นครเจนีวา สะท้อนชัดว่า โลกการค้ากำลังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบใหม่” ที่แตกต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ การค้าในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดด้วยภาษีศุลกากรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ถูกขับเคลื่อนพร้อมกันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป้าหมายด้านความยั่งยืน และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น
สำหรับธุรกิจไทย นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นนโยบายระหว่างประเทศ แต่คือการเปลี่ยน “สนามแข่งขัน” ที่จะกำหนดว่าใครจะอยู่รอด ใครจะเติบโต และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในอีก 10–20 ปีข้างหน้า
การค้าโลกกำลังก้าวสู่ยุค “ดิจิทัลเต็มรูปแบบ”
เวที WTO ชี้ชัดว่า การค้าระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิมไปสู่ การค้าเชิงข้อมูลและบริการดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์อัจฉริยะ ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน หรือการใช้ AI ในการพยากรณ์อุปสงค์และบริหารห่วงโซ่อุปทาน
รายงานการค้าโลก 2025 (World Trade Report 2025) ประเมินว่า AI เพียงอย่างเดียวสามารถเพิ่มมูลค่าการค้าโลกได้กว่า 30% ภายในปี ค.ศ. 2040 หากประเทศต่าง ๆ มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อมพอ
สำหรับภาคธุรกิจไทย นี่หมายความว่า ความสามารถทางดิจิทัลกำลังกลายเป็น “ทุนการแข่งขัน” ใหม่ ไม่ว่าธุรกิจจะอยู่ในภาคการผลิต บริการ หรือเกษตร การเข้าถึงตลาดโลกในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะด้านดิจิทัล เช่น ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การยืนยันตัวตนดิจิทัล และแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ ต่างก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

โลกกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจ “สีเขียว + ดิจิทัล”
อีกแนวโน้มสำคัญคือการหลอมรวมกันของเศรษฐกิจสีเขียวกับเศรษฐกิจดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Green–Digital Nexus เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศก็กำลังกลายเป็น “กติกาการค้าใหม่” ของโลก
สำหรับธุรกิจไทย การเปลี่ยนผ่านนี้เปิดโอกาสใหม่ในการเข้าถึงตลาดสินค้าและบริการสีเขียว การสร้างมูลค่าเพิ่มจากความยั่งยืน และการยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรในเวทีโลก อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้มาพร้อม
ความท้าทาย เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัลกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือกำกับการค้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ หากขาดการเตรียมความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์

การค้าเสรียุคใหม่ต้อง “ครอบคลุม”…เมื่อความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ
การค้าเสรีในยุคดิจิทัลจะไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ หากประเทศกำลังพัฒนา SMEs และคุณภาพแรงงานถูกละเลย แนวคิดการค้าที่ครอบคลุม (Inclusive Trade) จึงกลายเป็นหัวใจของการออกแบบนโยบายการค้า
ในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการพัฒนาทักษะแรงงานไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายสาธารณะ แต่เป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
สำหรับภาคธุรกิจไทย เรื่องนี้สะท้อนความจำเป็นในการลงทุนในทักษะแรงงานดิจิทัล การยกระดับมาตรฐาน
ความโปร่งใส และการเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก การแข่งขันในอนาคตจะไม่วัดกันที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติตามกติกาใหม่และสร้างความเชื่อถือในตลาดโลก

โลกไม่ได้แค่แข่งขัน แต่กำลัง “แตกเป็นหลายระบบกติกา”
ในขณะที่เทคโนโลยีเชื่อมโลกเข้าหากัน ภูมิรัฐศาสตร์กลับทำให้โลกแยกออกเป็นหลายขั้ว กติกาด้านข้อมูล เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ ยุโรป และจีน เริ่มแตกต่างกันมากขึ้น ธุรกิจจึงไม่ได้เผชิญแค่ “ตลาด” แต่ต้องเผชิญหลายระบอบกติกาพร้อมกัน
สำหรับบริษัทไทย นี่หมายความว่าการทำตลาดโลกต้องเปลี่ยนจากแนวคิด “ส่งออกไปขาย” เป็น “บริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” ความเสี่ยงของบริษัทไม่ได้มาจากตลาดอย่างเดียว แต่มาจากนโยบาย เทคโนโลยี และความมั่นคงของประเทศคู่ค้า ธุรกิจไทยต้องกระจายซัพพลายเออร์และตลาด ติดตามทิศทางกฎระเบียบด้านข้อมูลและเทคโนโลยี และเตรียมแผนรับมือกับมาตรการกีดกันรูปแบบใหม่
ในบริบทที่เศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันมากขึ้น บริษัทที่ไม่พิจารณาปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว
แล้วธุรกิจไทยควรปรับตัวอย่างไร?
1. เปลี่ยนดิจิทัลจาก “เครื่องมือ” เป็น “ระบบประสาทขององค์กร”
ในโลกการแข่งขันยุคใหม่ ข้อมูลและ AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจไทยต้องก้าวจากการใช้ดิจิทัลเพื่อช่วยทำงาน ไปสู่การใช้ดิจิทัลเพื่อช่วยคิดและตัดสินใจ อาทิ การใช้ AI วิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ คาดการณ์ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ ภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้าแบบล่วงหน้า
บริษัทที่ไม่มีความสามารถด้านข้อมูล จะไม่ต่างจากนักบินที่บินโดยไม่มีเรดาร์
2. เปลี่ยนความยั่งยืนจาก “ต้นทุน” เป็น “อาวุธทางการแข่งขัน”
มาตรการคาร์บอนและ ESG กำลังกลายเป็นใบผ่านด่านสู่ตลาดโลก ธุรกิจไทยควรมองความยั่งยืนเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ภาระ ไม่ว่าจะเป็นการทำ traceability ของสินค้า การรายงานคาร์บอน หรือการพัฒนาสินค้าและบริการสีเขียว
ในโลกการค้าใหม่ “สีเขียว” คือสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือ
3. สร้างภูมิคุ้มกันท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทาย
ความเสี่ยงของบริษัทไม่ได้มาจากตลาดอย่างเดียว แต่มาจากนโยบาย เทคโนโลยี และความมั่นคงของประเทศ
คู่ค้า ธุรกิจไทยต้องกระจายซัพพลายเออร์และตลาด ติดตามทิศทางกฎระเบียบด้านข้อมูลและเทคโนโลยี และเตรียมแผนรับมือกับมาตรการกีดกันรูปแบบใหม่
4. ใช้ประโยชน์จาก Digital Public Infrastructure (DPI)
ประเทศไทยมี DPI หลายระบบที่พร้อมใช้งาน เช่น ระบบ PromptPay ระบบบัตรประชาชนดิจิทัล และ National Digital ID ผู้ประกอบการควรศึกษาและเชื่อมต่อระบบธุรกิจเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
5. สร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน
ผู้ซื้อในตลาดโลกต้องการรู้ว่าสินค้ามาจากไหนและผลิตอย่างไร ธุรกิจไทยควรลงทุนในระบบ Traceability เพื่อพิสูจน์ที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ในตลาดพรีเมียม
6. ใช้ “กลไกภาครัฐและการทูตเศรษฐกิจ” เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์
ในโลกใหม่ กติกาการค้าไม่ได้ถูกกำหนดโดยตลาดล้วน ๆ แต่ถูกกำหนดโดยรัฐ ผู้กำกับดูแล และเวทีระหว่างประเทศ ธุรกิจไทยจึงควรใช้กลไกภาครัฐและการทูตเศรษฐกิจเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพราะภาครัฐอย่างกระทรวงการต่างประเทศมีเครือข่ายสถานทูตไทยทั่วโลกที่สามารถเข้าถึงผู้กำหนดกฎในต่างประเทศ การแจ้งอุปสรรคให้รัฐช่วยเปิดทาง หรือการร่วมกำหนดท่าทีของไทยในเวที WTO และ FTA
ในโลกธุรกิจที่เปรียบเสมือนสนามรบ นักธุรกิจที่มีรัฐเป็นพลังสนับสนุนก็คือมีหนทางและมีอาวุธ
7. พัฒนาทักษะบุคลากร
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวต้องการบุคลากรที่มีทักษะใหม่ ภาคธุรกิจควรลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ด้านดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และความยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ธุรกิจไทยกับระเบียบการค้าโลกใหม่
ในระเบียบการค้าโลกใหม่นี้ ธุรกิจไทยไม่อาจมองการค้าเป็นเพียงกิจกรรมการขายหรือการส่งออกอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร ตั้งแต่การเลือกตลาด การออกแบบห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนในเทคโนโลยีและข้อมูล ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงด้านกติกาและภูมิรัฐศาสตร์
แม้กติกาโลกจะซับซ้อนขึ้น แต่ก็เปิดโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจที่พร้อมจะผสานดิจิทัล ความยั่งยืน และวิสัยทัศน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์เข้ากับกลยุทธ์องค์กรได้อย่างลงตัว ผู้ที่ทำได้ก่อน จะเป็นผู้กำหนดตำแหน่งของธุรกิจไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก


