ภายใต้กรอบ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569–2573) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ จากฐานการผลิตที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้นและสินค้าใช้เทคโนโลยีไม่สูง ไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และองค์ความรู้ เป้าหมายหลักคือเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความสามารถแข่งขันในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ
ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2564–2568) ภาคการผลิตถือเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของเศรษฐกิจกว่างซี โดยในปี 2568 มูลค่าการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แตะ 2.7 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นราว 9 แสนล้านหยวนจากเมื่อ 5 ปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 27% ของ GDP เขตฯ สะท้อนบทบาทของภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องและมีความสำคัญเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น
ในการประชุม Working Meeting ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศประจำปี 2569 กว่างซีได้กำหนด 10 อุตสาหกรรมเสาหลัก ได้แก่ โลหะนอกกลุ่มเหล็กและวัสดุโลหะสำคัญ เหล็กกล้าขั้นสูง เคมีสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง ยานยนต์พลังงานทางเลือกและแบตเตอรี่ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ป่าไม้และกระดาษ ชีวเภสัชภัณฑ์และสุขภาพ และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้ในรูปแบบ “คลัสเตอร์” เชื่อมโยงห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และส่งเสริมความร่วมมือข้ามพื้นที่และข้ามสาขา
เขตฯ กว่างซียังวาง “กลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน” ได้แก่ ผู้นำรับผิดชอบเฉพาะ คณะทำงานเฉพาะด้าน แผนปฏิบัติการ กองทุนอุตสาหกรรม และกลุ่มธุรกิจแกนนำในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อให้แต่ละสาขามีหน่วยงานกำกับชัดเจน มีเครื่องมือทางการเงินสนับสนุน และมีทิศทางดำเนินงานเป็นระบบ ควบคู่กับ “แผนพลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิม” ที่ผลักดันการอัปเกรดเครื่องจักร เทคโนโลยีการผลิต และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินอุดหนุนแก่ภาคธุรกิจ
ในด้านการบริหารโครงการลงทุน กว่างซีใช้ระบบติดตามแบบครบวงจรผ่าน “4 บัญชีรายชื่อ” ได้แก่ บัญชีแผนงานและแผนสำรอง บัญชีโครงการที่เริ่มก่อสร้าง บัญชีโครงการระหว่างก่อสร้าง และบัญชีโครงการที่แล้วเสร็จ เพื่อเร่งรัดให้โครงการสำคัญสามารถเริ่มผลิตและสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของผู้นำตามระดับมูลค่าโครงการ และบูรณาการการทำงานกับนิคมอุตสาหกรรมในด้านการลงทุน เงินทุนหมุนเวียน และกองทุนอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการขับเคลื่อน “คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิตสมัยใหม่” ภายใต้แนวคิด “เสริมแกร่ง เติมเต็ม ต่อยอด” โดยเฉพาะคลัสเตอร์แร่โลหะสำคัญผ่านการจัดตั้งเขตนำร่องครบวงจรในเมืองเหอฉือ การยกระดับคลัสเตอร์น้ำตาลและยานยนต์พลังงานทางเลือกเชื่อมต่ออัจฉริยะ ตลอดจนการบ่มเพาะคลัสเตอร์พลังงานทางเลือกและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างฐานการผลิตที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีศักยภาพระดับชาติ
ล่าสุด กว่างซีประกาศ “แผนปฏิบัติการเชิงลึก AI Plus ระยะ 3 ปี (2569–2571)” ตั้งเป้าสร้าง China-ASEAN Countries Artificial Intelligence Application Cooperation Center หรือ “ศูนย์หนานเอ” ให้แล้วเสร็จภายในปี 2571 พร้อมผลักดันมูลค่าอุตสาหกรรมหลักในเศรษฐกิจอัจฉริยะให้ทะลุ 100,000 ล้านหยวน ตั้งเป้าใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะและเอเจนต์อัจฉริยะในระดับ 80% พัฒนา AI Signature 150 รายการ และสร้างฉากทัศน์การใช้งาน 200 รูปแบบ
ในการประชุม 2 สภาของกว่างซีเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลประกาศอัดฉีดงบ 45,000 ล้านหยวนภายใน 3 ปี เพื่อสนับสนุน “กำลังการผลิตคุณภาพใหม่” โดยมี AI เป็นแกนหลัก พร้อมผลักดันการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่เฉพาะทางรายอุตสาหกรรม (Vertical LLM) และเอเจนต์อัจฉริยะในสาขาน้ำตาล ยานยนต์พลังงานทางเลือก โลหะนอกกลุ่มเหล็ก รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ในเกษตร การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการสังคม เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจและสตาร์ทอัปไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ของกว่างซี โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทั้งด้านนโยบาย เงินทุน เทคโนโลยี และการจับคู่ธุรกิจเพื่อยกระดับความสามารถแข่งขันร่วมกัน
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์
