ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศทั่วโลกอย่าง “ไฟฟ้า” ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ที่มาพร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะประเทศส่วนใหญ่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงประเทศจีน
ภายใต้บริบทที่รัฐบาลจีนได้ให้คำมั่นกับประชาคมโลกเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึงระดับสูงสุดภายในปี 2573 และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) หรือการลดคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ในปี 2603 โดยการปรับยุทธศาสตร์และวางแผนการพัฒนาพลังงานให้เหมาะสมตามบริบทของมณฑลบนเส้นทางเดียวกัน คือ เส้นทางของ “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “สังคมคาร์บอนต่ำ”
หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลจีนคาดหวังว่าจะนำไปสู่เป้าหมายการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน คือ การเพิ่มสัดส่วนการบริโภคเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิล (non-fossil fuel) ในโครงสร้างการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศจีน ซึ่ง “พลังงานลมนอกชายฝั่ง” ถือเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่จีนให้ความสนใจและต้องการนำมาเป็นพลังงานทดแทน อีกทั้งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงตอบสนองนโยบายส่วนกลางด้านการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน โดยมุ่งส่งเสริมให้มีการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมถึง “พลังงานลมนอกชายฝั่ง” ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ติด
ทะเลอ่าวเป่ยปู้หรือที่เรียกว่าอ่าวตังเกี๋ย และเขตฯ กว่างซีจ้วงมีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 1,600 กิโลเมตร
มีอาณาเขตทางทะเลราว 40,000 ตารางกิโลเมตร และที่ระดับความสูง 130 เมตร ใกล้แนวชายฝั่งที่มีความเร็วลมเฉลี่ยมากกว่า 7.5 เมตรต่อวินาที ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาลมนอกชายฝั่งของกว่างซี
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 นั้น เขตฯ กว่างซีจ้วง ได้วางแผนพัฒนาทุ่งกันหันลมนอกชายฝั่ง จำนวน 9 แห่ง เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามีกำลังการผลิตรวม 23.5 ล้านกิโลวัตต์ โดยมีโครงการ “โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง
ฝางเฉิงก่าง” ในเมืองท่าเฉิงก่าง เป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งแห่งแรกของจีนตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการแล้ว
โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งฝางเฉิงก่าง ตั้งอยู่บริเวณน่านน้ำฝั่งใต้ของเมืองเฉิงก่าง ประกอบด้วยฟาร์มกังหันลม 2 จุด มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 1.8 ล้านกิโลวัตต์ ที่ลงทุนโดยบริษัท Guangxi Energy Group ด้วยมูลค่าเงินลงทุนราว 24,500 ล้านหยวน ซึ่งผู้รับเหมาโครงการต้องจัดตั้ง workstation ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับมหาวิทยาลัยกว่างซี และสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ เพื่อศึกษา วิจัยและพัฒนาการก่อสร้างฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งทะเล โดย “ฟาร์มกังหันลม A” เป็นฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งแห่งแรกในจีนที่ฐานของกังหันนั้นใช้แท่นยึดติดพื้นทะเล (Jackup Rig Offshore Platform) กังหันลมแต่ละต้นใช้เวลา 20 วันในการยึดฐานกังหันลมกับพื้นทะเลและใช้เวลาเร็วสุด 40 ชั่วโมงในการติดตั้งชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่ายเร็วกว่ากำหนดเวลา 3 เดือน อีกทั้ง ฟาร์มกังหันลมนี้ยังเป็นที่แรกในจีนที่ใช้ชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกังหันลมนอกชายฝั่งประเภทกำลังการผลิตเดี่ยว (Single Capacity Offshore Wind Turbine) ขนาด 8.5 เมกะวัตต์ขึ้นไปทั้งหมด และตัวใบพัดนั้นเป็นวัสดุคอมโพสิตอีพ็อกซี่เรซินเสริมใยแก้ว (Fiberglass Epoxy Composite) ซึ่งมีความแข็งแรง ต้านทานพายุลมได้ดี รับแรงลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดี พร้อมกับเทคโนโลยีกังหันลมแบบกึ่งท่อตรง (Semi-Direct Drive) ที่เหมาะสำหรับการใช้งานที่ความเร็วลมต่ำ-ปานกลาง
นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการ อาทิ ดาวเทียมระบุพิกัดเป๋ยโต่ว สัญญาณ 5G WiFi และการพัฒนาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แบบครบวงจรที่จัดการการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแบบครบวงจรและการจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างอัจฉริยะ เพื่อช่วยบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สามารถควบคุมแบบศูนย์รวม (Centralized Monitoring) ประหยัดกำลังคน ประหยัดต้นทุนในการบำรุงรักษา และเพิ่มความรวดเร็วในการรับมือกับภาวะฉุกเฉิน จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมชั้นนำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบหลัก เช่น แกนหมุนใบพัด ห้องเครื่อง เสา และอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุปกรณ์ในห้องเครื่องและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ อีกทั้ง ยังต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นการทำฟาร์มทะเล การวิจัยด้านสมุทรศาสตร์ การผลิตพลังงานไฮโดรเจนจากทะเลและการกักเก็บพลังงาน
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่สังคมพลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่จะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และได้เริ่มแผนขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี 2561 – 2580 อีกทั้ง ภายใต้ข้อจำกัดที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตอุปกรณ์กังหันลมได้เอง เมืองฝางเฉินก่างจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคธุรกิจที่กำลังมองหาพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้า การลงทุนด้านพลังงานลม และการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจพลังงานลมในกว่างซี
ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์
