ธนาคารกลางสวิส (SNB) มีชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในภาคเทคโนโลยีโลก โดยสะสมพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 1.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสวิตเซอร์แลนด์ จากการเปิดเผยของหน่วยงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ในเดือนมิถุนายน 2568 SNB ถือครองหุ้นมากกว่า 2,300 รายการ โดยได้ลงทุนกว่า 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ Amazon, Apple, Meta, Microsoft และ Nvidia โดยมีมูลค่าการถือครองหุ้น Apple และ Nvidia สูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ส่งผลให้ SNB กลายเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ
แม้ SNB จะไม่ใช่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) แต่ด้วยสินทรัพย์รวมในงบดุลที่สูงถึง 8.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีสถานะเทียบเท่ากับกองทุนของประเทศขนาดใหญ่อย่างสิงคโปร์และกาตาร์ ผู้เชี่ยวชาญจาก IMD Business School ระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพราะ SNB ทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ SNB ไม่ได้ประสงค์จะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางบริษัทที่ถือครองหุ้นอยู่ โดยการซื้อหุ้นเป็นเพียงเครื่องมือในการบริหารค่าเงินเท่านั้น ทั้งนี้ การที่ SNB เลือกถือหุ้นต่างประเทศโดยตรงนี้ เป็นแนวทางที่แตกต่างจากธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ ที่มักลงทุนในตลาดหุ้นภายในประเทศผ่านกองทุน ETF
สาเหตุของการซื้อหุ้นต่างประเทศจำนวนมากมาจากการที่ค่าเงินฟรังก์สวิสได้รับการยอมรับว่าเป็นค่าเงินที่ปลอดภัยด้วยความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน นักลงทุนจึงนิยมถือเงินฟรังก์สวิสเพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าต่อเนื่อง และทำให้ฟรังก์สวิสเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา โดยแข็งค่ากว่า 13% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ การแข็งค่าอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดและบั่นทอนภาคการส่งออก ดังนั้น SNB จึงพยายามแทรกแซงค่าเงินโดยการขายเงินฟรังก์สวิส และซื้อสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐและยูโร พร้อมนำเงินที่ได้ไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยปัจจุบัน 87% ของงบดุล SNB อยู่ในสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลราวสองในสาม และ 25% เป็นหุ้นสหรัฐฯ
SNB มีการปรับกลยุทธ์การลงทุนอยู่ตลอดเวลา โดยในช่วงปี 2566-2568 ได้เพิ่มการถือครองหุ้น Nvidia กว่า 6 เท่า จนสร้างมูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นกว่า 175% ขณะเดียวกันก็มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Meta และ Netflix ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อจัดการความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม SNB มีข้อจำกัดในการลงทุน โดยหลีกเลี่ยงการลงทุนในภาคธนาคารและสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ เพื่อลดความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน
แม้จะใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบ แต่ความผันผวนของตลาดก็สร้างความเสียหายได้ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ SNB รายงานผลขาดทุน 1.53 หมื่นล้านฟรังก์สวิส (1.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ และการปรับตัวลดลงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสความกังวลว่าความตื่นตัวด้าน AI อาจมากเกินศักยภาพที่แท้จริง การขาดทุนนี้ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องจากนักวิเคราะห์และนักการเมืองให้ SNB ทบทวนแนวทางการลงทุน โดยเสนอให้มอบหมายภารกิจบางส่วนให้แก่ผู้จัดการกองทุนภายนอก (outsourcing) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น แม้จะมีข้อเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากกว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจลดความคล่องตัวของ SNB ในการดำเนินนโยบายการเงินลงก็ตาม
ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น
เรียบเรียงโดย : ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์

