คณะกรรมมาธิการยุโรปเปิดตัว “ข้อตกลงอุตสาหกรรมสะอาด” (Clean Industrial Deal) เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยืดหยุ่นให้กับอุตสาหกรรมยุโรป โดยมีเป้าหมายหลักคือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการผลิตของยุโรปให้มั่งคงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมยุโรปต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูง การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากต่างประเทศและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นกรอบการทำงานในภาคส่วนต่างๆ ที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้สำหรับนักลงทุน มีการนำเสนอมาตรการที่เสริมสร้างห่วงโซ่ทั้งหมด และยังวางตำแหน่งให้ “การลดก๊าซเรือนกระจก” (Decarbonization) กลายเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของการเติบโต โดยยุโรปยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นเศรษฐกิจที่ปราศจากก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2050
พร้อมทั้งยังได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกฎระเบียบและลดอุปสรรคด้านระเบียบราชการสำหรับธุรกิจต่างๆ เป็นผลมาจากการมีส่วนร่วมอย่างแข่งขันกับผู้นำในอุตสาหกรรม พันธมิตรทางสังคม และสังคมพลเมือง ภายใต้ปฏิญญาแอนต์เวิร์ปเพื่อข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมของยุโรป (Antwerp Declaration for European Industrial Deal) และการเจรจาเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่สะอาดของคณะกรรมาธิการยุโรป
ข้อตกลงมุ่งเน้นสองภาคส่วนหลัก ได้แก่
1. อุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง – จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด
2. เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) – เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการแข่งขันและการเติบโตในอนาคต รวมถึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม
องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการคือ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรจากประเทศที่สาม และปัจจัยที่ขับเคลื่อนทางธุรกิจเพื่อให้อุตสาหกรรมประสบความสำเร็จในสหภาพยุโรป มีดังนี้
1. ลดต้นทุนพลังงาน โดยการเปิดตัวแผนปฏิบัติการพลังงานราคาย่อมเยา (Affordable Energy Action Plan) สำหรับอุตสาหกรรม ธุรกิจ และครัวเรือน/ เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและเร่งการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification)/ ปรับปรุงตลาดพลังงานภายในให้เชื่อมกันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำเข้า
2. กระตุ้นความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมสะอาด พระราชบัญญัติเร่งลดก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Decarbonisation Accelerator Act) จะช่วยเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์สะอาดที่ผลิตในสหภาพยุโรป ซึ่งการนำความยั่งยืน ความยืดหยุ่น และการผลิตในยุโรปมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมเปิดตัว “ฉลากความเข้มข้นของคาร์บอน” แบบสมัครใจสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เหล็กและซีเมนต์
3. การจัดหาเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน คณะกรรมาธิการยุโรปจะนำกรอบความช่วยเหลือจากรัฐด้านข้อตกลง อุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industrial Deal State Aid Framework) มาใช้เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด การลดก๊าซ เรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม และรองรับความสามารถในการผลิตเทคโนโลยีสะอาดที่เพียงพอเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การเสนอกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลือจากภาครัฐ, เสนอจัดตั้งธนาคารเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรม, เพิ่มขีดความสามารถในการรับความเสี่ยงของกองทุน InvestEU เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
4. การเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ การจัดตั้งศูนย์กลางวัตถุดิบสำคัญของ EU (EU Critical Raw Material Centre), ส่งเสริมกลไลความร่วมมือระหว่างบริษัทภายใน EU, การเสนอร่าง “กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน” ในปี 2026 ซึ่งมีเป้าหมายให้ร้อยละ 24 ของวัสดุที่ใช้หมุนเวียนได้ภายในปี 2030
5. ความร่วมมือระดับโลก โดยคณะกรรมมาธิการยุโรปจะเปิดตัว “หุ้นส่วนการค้าและการลงทุนสะอาด” ที่ช่วยกระจายห่วงโซ่อุปทานและสร้างข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเสริมสร้างความแข่งแกร่งของมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน
6. พัฒนาทักษะแรงงาน โดยการจัดตั้งสหภาพแรงงานที่มีทักษะ (Union of Skills) เพื่อยกระดับแรงงานที่มีทักษะและความสามารถสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม และใช้งบประมาณจากโครงการ Erasmus+ สูงสุด 90 ล้านยูโร เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานเฉพาะในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์
ข้อมูล: คณะเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา
เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์


