แนวคิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ว่าจะเก็บภาษี 100% กับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดา ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของสตูดิโอจากสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน ทรัมป์ให้เหตุผลว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันจากต่างชาติ โดยกล่าวว่า “อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอเมริกากำลังจะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว” และเรียกร้องให้นำการผลิตภาพยนตร์กลับสู่สหรัฐฯ อีกครั้ง
อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ของแคนาดาในปี 2566 มีมูลค่าการผลิตรวมสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ถึง 14,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา โดยเมืองหลัก เช่น โทรอนโต แวนคูเวอร์ มอนทรีออล และคัลการี่ มักถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำแทนเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เพราะมีแรงงานที่มีทักษะสูงแต่ค่าแรงต่ำกว่า สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการถ่ายทำ รวมถึงนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้แคนาดาเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการถ่ายทำระดับโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นครโทรอนโตมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมสื่อภาพยนตร์กว่า 30,000 ตำแหน่ง และสร้างรายได้ให้รัฐออนทาริโอปีละประมาณ 2,600 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 62,400 ล้านบาท
การประกาศแผนภาษีของทรัมป์จึงสร้างความกังวลในหมู่ผู้นำแคนาดา โดยสแตน โช รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของรัฐออนทาริโอ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะสร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อภาคการผลิตสื่อของแคนาดา และเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ ทบทวนหรือชะลอแผนดังกล่าวไว้ก่อน ขณะเดียวกัน เรย์โนลด์ มาสติน ประธานสมาคมผู้ผลิตสื่อของแคนาดา ก็ออกมาเตือนว่า มาตรการเก็บภาษีนี้อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ต่อแคนาดาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เอง เนื่องจากปัจจุบันภาพยนตร์ส่วนใหญ่มักผลิตในหลายประเทศร่วมกัน การออกกฎลักษณะนี้จึงอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้แผนการผลิตต้องหยุดชะงัก
แม้จะยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการอย่างเป็นทางการ แต่ผลกระทบเริ่มปรากฏขึ้นแล้ว โดยหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงสหรัฐฯ อาทิ Netflix และ Paramount ต่างปรับตัวลดลงทันที ขณะที่บริษัทแม่ของ Universal อย่าง Comcast รวมถึง Disney ก็เผชิญแรงกดดันจากตลาดเช่นกัน เพราะมาตรการภาษีนี้อาจกระทบต่อทั้งสตูดิโอขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มีการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก
ด้านโฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ออกมาแถลงเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องการเก็บภาษีภาพยนตร์ที่ผลิตจากต่างประเทศ และอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนจะกำหนดแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนในอนาคต ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในประเด็นภาษีภาพยนตร์ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้นโยบายภาษีเพื่อหวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมภายในประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมในระดับโลก
ข้อมูล : สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์

