ฟินแลนด์มีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP ปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ -0.3 เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 1.3 และอยู่ในอัตราต่ำกว่าประเทศนอร์ดิกอื่น ๆ อย่างมาก
โดยมีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 1 และอัตราว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 8.1 ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีความพยายามแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจโดยการออกมาตรการรัดเข็มขัดต่าง ๆ เช่น การปรับบริการด้านสุขภาพ สวัสดิการสังคม การศึกษาวิชาชีพ และวัฒนธรรม รวมถึงการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีด้านสุขภาพ (ขนมหวาน ช็อกโกแลต เหล้า ยาสูบ) ภาษีรายได้ของผู้รับบํานาญและผู้มีรายได้สูง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติได้ อย่างไรก็ดี มีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในปี 2568 โดยกระทรวงการคลังฟินแลนด์คาดว่า GDP จะเติบโตถึงร้อยละ 1.6 ซึ่งต่อมา ธนาคารแห่งฟินแลนด์ ได้แสดงความคิดเห็นว่าการคาดการณ์ดังกล่าวควรสอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงของบริบทโลกและขีดความสามารถฟื้นตัวของฟินแลนด์ที่อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในปัจจุบัน
นโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดแรงงานและการว่างงานของรัฐบาล อาทิ การจํากัดสิทธิการประท้วงหยุดงาน การกําหนดวันลาป่วยโดยไม่ได้รับค่าจ้าง การปฏิรูปนโยบายโยกย้ายถิ่นฐาน ล้วนสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ประกอบการและสหภาพแรงงานเป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศที่อยู่ระหว่างการเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยและขาดแคลนแรงงานที่จําเป็น โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะและความสามารถจากต่างประเทศ จึงส่งผลให้ฟินแลนด์อาจกลายเป็นประเทศที่ไม่ดึงดูดใจต่อการย้ายถิ่นฐานเพื่อการประกอบอาชีพอีกต่อไป โดยผลสํารวจประชาชนจากรัฐบาลฟินแลนด์ล่าสุด เผยว่าประชาชนจํานวนมากให้ความสําคัญกับปัญหาหลักที่ต้องการให้แก้ไข คือ การจ้างงาน สวัสดิการด้านสุขภาพ การศึกษา และการเงินสาธารณะ
โดยได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของฟินแลนด์จะเติบโตร้อยละ 0.8 ในปี 2568 ร้อยละ 1.8 ในปี 2569 และร้อยละ 1.3 ในปี 2570 ตามลําดับ และในส่วนของอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ํากว่าร้อยละ 2 ในปีต่อ ๆ ไป นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ฟินแลนด์ยังคงมีความต้องการแรงงานต่างชาติในเชิงเฉพาะกลุ่ม
ด้านการส่งออกของฟินแลนด์ในปี 2567 (ข้อมูลจาก Custom Finland เดือน พ.ย. 2567) ระบุว่ามีการหดตัวร้อยละ 26.4 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยสินค้าส่งออกหลักของฟินแลนด์ ได้แก่ อุปกรณ์ โทรคมนาคม รถยนต์ และผลิตภัณฑ์ป่าไม้ (ฟินแลนด์เป็นผู้ผลิตกระดาษและกระดาษแข็งรายใหญ่ของโลก) และคิดเป็นสัดส่วนหลักของตลาดส่งออกทั่วโลก (ร้อยละ 10.7) โดยตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด คือ EU (เยอรมนีและสวีเดน) รัสเซีย และสหรัฐฯ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าภายหลังการกลับมาของประธานาธิบดี Trump จะส่งผลกระทบด้านการส่งออกของฟินแลนด์อย่างมาก โดยเฉพาะผลจากนโยบายกีดกันทางการค้า (อุปสรรคจากกําแพงภาษีที่สูงขึ้น) เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์
นอกจากนั้น รัฐบาลฟินแลนด์ได้ร่างแผนระยะกลางสําหรับปี 2568 – 2571 เพื่อวางแผนการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับกฎการคลังของ EU ซึ่งรวมถึงมาตรการเพื่อเสริมสร้างการเงินสาธารณะโดยมุ่งหวังให้อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP คงที่และลดลงเป็นลําดับ รวมถึงการดําเนินการลดรายจ่ายสาธารณะ การจ่ายดอกเบี้ย รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริการสังคมและความปลอดภัย
ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจฟินแลนด์จะมีสัญญาณของการฟื้นตัวจากสภาวะถดถอยอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะภาคการส่งออกจะมีการกระเตื้องขึ้นในไตรมาสที่ 3 – 4 ของปี 2567 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 1.4 พันล้านยูโร (ร้อยละ 5) เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การรุกรานยูเครนของรัสเซีย การเป็นสังคมผู้สูงวัย ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมือง/เศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเติบโตของผลผลิตที่ต่ํา ย่อมส่งผลกระทบและชะลอศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2568 จนถึงอนาคต ดังนั้น รัฐบาลฟินแลนด์จึงให้ความสําคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการอัดฉีดในภาคส่วนที่มีศักยภาพ
ข้อมูล : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ
เรียบเรียง : ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์


