Friday, March 6, 2026
  • Login
  • Register
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
Glob Thailand
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
Glob Thailand
No Result
View All Result
Home ทันโลก กฎ I ระเบียบ I นโยบาย

โลกกำลังเปลี่ยนกติกาการคุ้มครองการลงทุน: นักลงทุนไทยในต่างประเทศต้องรู้อะไรบ้าง?

24/02/2026
in กฎ I ระเบียบ I นโยบาย, ทวีปเอเชีย, รู้กฎก่อนรุก, อาเซียน, เศรษฐกิจ, เอเชีย
0
โลกกำลังเปลี่ยนกติกาการคุ้มครองการลงทุน: นักลงทุนไทยในต่างประเทศต้องรู้อะไรบ้าง?
0
SHARES
45
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterShare on Line

เมื่อกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐ (ISDS) และการคุ้มครองการลงทุน กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ธุรกิจไทยควรปรับกลยุทธ์อย่างไร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทไทยจำนวนมากได้ขยายการลงทุนออกไปสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน อาหาร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเคมี ครอบคลุมทั้งอาเซียน ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ การเติบโตดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของภาคเอกชนไทยในเวทีโลก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดขึ้นในบริบทที่ “กติกาการลงทุนระหว่างประเทศ” กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่การตัดสินใจลงทุนมักพิจารณาเพียงตลาด ต้นทุน และผลตอบแทน ปัจจุบันนักลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมมาตรฐานความยั่งยืน ตลอดจนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

บทความนี้ชวนคิดว่า การเปลี่ยนแปลงของกติกาโลก โดยเฉพาะกลไกการคุ้มครองการลงทุนและการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (Investor-State Dispute Settlement: ISDS) จะส่งผลต่อธุรกิจไทยที่ลงทุนในต่างประเทศอย่างไร และควรเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อบริหารความเสี่ยงและใช้ประโยชน์จากกติกาที่กำลังเปลี่ยนไป


ISDS คืออะไร ทำไมต้องสนใจ?

ISDS เป็นกลไกที่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องรัฐบาลของประเทศที่ตนเข้าไปลงทุนได้โดยตรง หากเห็นว่ารัฐบาลนั้นละเมิดพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุน (Bilateral Investment Treaty: BIT) หรือที่เรียกว่าความตกลงคุ้มครองการลงทุน โดยไม่ต้องพึ่งพากฎหมายภายในและศาลภายในประเทศของรัฐนั้น สำหรับนักลงทุนไทยในต่างประเทศ ISDS ถือเป็น “เกราะป้องกัน” ที่สำคัญ เพราะหากรัฐบาลต่างชาติออกนโยบายหรือมาตรการใดที่ส่งผลเสียต่อการลงทุนอย่างไม่เป็นธรรม นักลงทุนสามารถใช้กลไกนี้เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ ปัจจุบัน ไทยมีความตกลงคุ้มครองการลงทุนในระดับทวิภาคีและภูมิภาครวมกว่า 47 ฉบับ

สนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนคือความตกลงที่รัฐทำขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางการคุ้มครองนักลงทุนและการลงทุนของประเทศคู่ภาคีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของความตกลงทวิภาคี (BIT)หรือบทลงทุนในความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยให้ความคุ้มครองสำคัญ เช่น การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและ
เท่าเทียม การคุ้มครองจากการเวนคืน การโอนเงินโดยเสรี และสิทธิในการใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐ (ISDS) ความคุ้มครองดังกล่าวมีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศและใช้บังคับได้แม้กฎหมายภายในของรัฐเจ้าบ้านจะมีการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นกติกาที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจตั้งแต่เริ่มวางแผนการลงทุน[1]ข้อมูลจาก UNCTAD ระบุว่า จนถึงปัจจุบัน มีคดี ISDS กว่า 1,400 คดี โดยจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา[2]  และมูลค่าความเสียหายที่เรียกร้องโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคดี[3] ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ISDS ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่มีการใช้งานจริงและมีนัยสำคัญต่อการลงทุนระหว่างประเทศ


สามเสาหลักของการปฏิรูปที่จะเปลี่ยนโฉมระบบ ISDS

การปฏิรูประบบการคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศกำลังเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในสามเวทีหลักขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสามเสาหลักที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งหากบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายระบบสนธิสัญญาการลงทุนระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

เสาที่ 1: UNCITRAL — การปฏิรูปกระบวนวิธีและกลไกระงับข้อพิพาท

คณะทำงานที่ 3 ของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (UNCITRAL)
ได้ดำเนินการปฏิรูประบบ ISDS มาตั้งแต่ปี 2560 โดยมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปเชิงกระบวนวิธีที่จะทำให้กระบวนการระงับข้อพิพาทมีประสิทธิภาพและมีความชอบธรรมมากขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และลดเวลาการดำเนินการ

การดำเนินงานของคณะทำงาน 3 มีความคืบหน้าในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การเห็นชอบให้จัดตั้ง
ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านข้อพิพาทการลงทุนระหว่างประเทศ (Advisory Centre on International Investment Dispute Resolution: ACIIDR) เพื่อเป็นกลไกให้คำปรึกษาและการสนับสนุนแก่รัฐ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงบทบาทด้านการฝึกอบรมและสร้างขีดความสามารถ ซึ่งไทยได้แสดงความพร้อมและเสนอตัวให้ไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของศูนย์ดังกล่าว (2) การรับรองประมวลจรรยาบรรณของผู้ชี้ขาด/ผู้พิพากษาเพื่อสร้างมาตรฐานด้านความเป็นกลาง ความโปร่งใส และการป้องกันความขัดกันแห่งผลประโยชน์(3) การจัดทำคู่มือเพื่อการป้องกันและบรรเทาข้อพิพาทด้านการลงทุนระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญอีกหลายประเด็นที่อยู่ระหว่างการหารือในกระบวนการปฏิรูป อาทิ การจำกัดการเรียกร้องโดยผู้ถือหุ้น การกำหนดให้ต้องใช้มาตรการเยียวยาภายในประเทศก่อน การเปิดช่องให้รัฐสามารถยื่นคำโต้แย้งกลับ รวมถึงการกำกับดูแลการจัดหาเงินทุนจากบุคคลที่สาม และการวางหลักประกันค่าใช้จ่าย ประเด็นเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และความสมดุลของกระบวนการระงับ

ข้อพิพาท ซึ่งนักลงทุนไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อเงื่อนไขและแนวทางการใช้สิทธิภายใต้กลไก ISDS ในอนาคต

ในเชิงโครงสร้าง กลไกการระงับข้อพิพาทถาวร (Standing Mechanism) นับเป็นหนึ่งในข้อเสนอการปฏิรูปที่มีความสำคัญสูงสุดภายใต้กรอบการทำงานของคณะทำงาน 3 โดยมีแนวคิดให้จัดตั้งศาลการลงทุนระหว่างประเทศแบบถาวร ซึ่งประกอบด้วยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์คำชี้ขาดได้ กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทดแทนระบบอนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และยกระดับความสอดคล้องความโปร่งใส และความคาดการณ์ได้ของระบบการระงับข้อพิพาทการลงทุนโดยรวม

เสาที่ 2: UNCTAD — การปฏิรูปให้สอดคล้องกับวาระโลกด้านความยั่งยืน

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(UNCTAD) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเนื้อหาสาระของสนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)และความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลของ UNCTAD ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญว่า สนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนรุ่นเก่าซึ่งลงนามก่อนปี ค.ศ. 2010 ยังคงครอบคลุมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศถึงร้อยละ 65 ในประเทศกำลังพัฒนา และเป็นฐานของคดี ISDS ถึงร้อยละ 97 ของคดีทั้งหมด[4] ทั้งที่สนธิสัญญาเหล่านี้ส่วนใหญ่แทบไม่มีข้อบทที่ให้พื้นที่เชิงนโยบายแก่รัฐในการดำเนินนโยบายเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยืดหยุ่น[5]

ในทางปฏิบัติ ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากจำนวนคดี ISDS ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมซึ่งมีแล้วอย่างน้อย 175 คดี และคดีที่นักลงทุนในภาคเชื้อเพลิงฟอสซิลใช้กลไก ISDS ฟ้องร้องรัฐอย่างน้อย 349 คดี คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของคดีทั้งหมด[6]

แนวทางการปฏิรูปที่ UNCTAD ผลักดันจึงมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนกับประโยชน์สาธารณะ โดยครอบคลุมตั้งแต่การจำกัดขอบเขตการคุ้มครองเฉพาะการลงทุนที่มีความยั่งยืน การยืนยันสิทธิของรัฐในการกำกับดูแล ไปจนถึงการเพิ่มข้อบทส่งเสริมการลงทุนสีเขียวในสนธิสัญญาการลงทุนรุ่นใหม่

ภายใต้บริบทดังกล่าว UNCTAD ได้ขับเคลื่อนการปฏิรูป ISDS ผ่านงานวิจัยเชิงนโยบาย ฐานข้อมูลคดี ISDS และเวทีระดับโลก เช่น World Investment Forum ตลอดจน Multi-stakeholder Dialogues ซึ่งเปิดพื้นที่ให้รัฐ นักลงทุน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคประชาสังคมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างรอบด้าน

สำหรับนักลงทุนไทย นัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ การลงทุนในภาคเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจได้รับความคุ้มครองลดลงในระยะยาว ขณะที่การลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมี

แนวโน้มจะได้รับการสนับสนุนและการคุ้มครองมากขึ้นภายใต้กติกาการลงทุนระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

เสาที่ 3: OECD — การปฏิรูปข้อบทเชิงสารัตถะของสนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุน

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปข้อบทเชิงสารัตถะของสนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนผ่านโครงการ Future of Investment Treaties ซึ่งมุ่งเน้นการปรับปรุงสนธิสัญญารุ่นเก่าให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสมัยใหม่ โดยมีรัฐบาลจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วมการหารือในกรอบนี้อย่างต่อเนื่อง ข้อบทที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ การเวนคืนทางอ้อม (Indirect Expropriation) และการประติบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม (Fair and Equitable Treatment: FET)ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดในคดี ISDS ขณะเดียวกันก็สร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมาย เนื่องจากข้อบทในสนธิสัญญารุ่นเก่ามักมีถ้อยคำที่คลุมเครือ เปิดช่องให้คณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจในการตีความอย่างกว้างขวาง

แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ สนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนรุ่นใหม่หลายฉบับเลิกใช้ถ้อยคำในข้อบทการประติบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม (FET) ที่เขียนกว้างและตีความได้หลากหลาย แล้วหันมาใช้การกำหนดหน้าที่ของรัฐเป็นข้อ ๆ ที่ชัดเจนแทน เช่น ห้ามปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ห้ามใช้อำนาจโดยพลการ หรือห้ามการเลือก
ประติบัติ แนวทางนี้ช่วยให้ทั้งรัฐและนักลงทุนเข้าใจขอบเขตการคุ้มครองได้ตรงกันมากขึ้น และลดความไม่แน่นอนในการตีความข้อบทของสนธิสัญญา

ขณะเดียวกัน OECD กำลังพิจารณาการใช้ตราสารพหุภาคี (Multilateral Instrument: MLI) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้หลายประเทศสามารถปรับปรุงสนธิสัญญาทวิภาคีจำนวนมากไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องเจรจาแก้ไขทีละฉบับ แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากกรณีความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ ซึ่ง MLI ด้านภาษีได้ถูกนำมาใช้ปรับปรุงสนธิสัญญาภาษีซ้อนกว่า 1,900 ฉบับทั่วโลกสำเร็จมาแล้ว เพื่อรับมือกับการหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาติ หากนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้กับด้านการลงทุน ตราสารนี้จะช่วยเร่งการปรับปรุงสนธิสัญญารุ่นเก่าให้ทันสมัย ทั้งในแง่ความชัดเจนของพันธกรณี ความสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนกับสิทธิของรัฐในการออกนโยบายสาธารณะ และการลดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องในอนาคต

แนวโน้มเพิ่มเติมที่นักลงทุนไทยต้องจับตา

นอกเหนือจากสามเสาหลักข้างต้น ยังมีแนวโน้มสำคัญอื่นที่ส่งผลโดยตรงต่อภาคเอกชนไทย อาทิ

การเพิ่มพันธกรณีของนักลงทุน สนธิสัญญารุ่นใหม่เริ่มกำหนด “หน้าที่” ของนักลงทุนควบคู่กับสิทธิ เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศ ความรับผิดชอบต่อสังคม การต่อต้านการทุจริต และการเคารพสิทธิมนุษยชน หากนักลงทุนไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีเหล่านี้ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากกลไก ISDS

กฎเกณฑ์ด้านห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป เช่น Corporate Sustainability Due Diligence Directive ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องตรวจสอบและรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริษัทไทยที่ส่งออกไปยุโรป หรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว
จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างจริงจัง

การจำกัดสิทธิการฟ้องร้องของผู้ถือหุ้น การปรับปรุงวิธีการคำนวณค่าเสียหาย และการพัฒนากลไกป้องกันข้อพิพาทที่ให้ความสำคัญกับการเจรจาและการไกล่เกลี่ยก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ล้วนเป็นแนวโน้มสำคัญที่จะกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขในการใช้สิทธิของนักลงทุนภายใต้ระบบ ISDS ในอนาคต

ข้อแนะนำสำหรับภาคเอกชนไทย

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ นักลงทุนไทยควรมีแนวปฏิบัติพื้นฐานเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงและปกป้องการลงทุนในระยะยาว ดังนี้

1. ตรวจสถานะการลงทุน

ควรเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจสถานะของการลงทุนในต่างประเทศของตนเอง บริษัทควรรู้ว่าแต่ละโครงการอยู่ภายใต้สนธิสัญญาการลงทุนฉบับใด และระดับความคุ้มครองแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพรวมเกี่ยวกับกติกาและความเสี่ยง

2. ติดตามพัฒนาการการปฏิรูป ISDS อย่างต่อเนื่อง

นักลงทุนไทยควรติดตามความคืบหน้าของการปฏิรูประบบ ISDS ในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องเนื่องจากผลลัพธ์จากการหารืออาจนำไปสู่การแก้ไขสนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนที่มีอยู่ การออกตราสาร  พหุภาคี หรือการเปลี่ยนแนวทางการตีความข้อบทคุ้มครองการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงเชิงนโยบายล่วงหน้าและปรับโครงสร้างการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

3. ใช้ ESG เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง
นักลงทุนควรพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance : ESG) ในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ โดยเฉพาะการลงทุนในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งแนวโน้มกติกาใหม่เริ่มเชื่อมโยงความยั่งยืนกับการเข้าถึงความคุ้มครองการลงทุน

4. วางกลยุทธ์ข้อพิพาทตั้งแต่ต้น
การเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่น ๆ สำหรับกรณีมีข้อพิพาทจะช่วยลดต้นทุนและความไม่แน่นอนในระยะยาว การติดตามนโยบายของรัฐบาลในประเทศที่เราไปลงทุการการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการไกล่เกลี่ย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

5. เสริมความพร้อมระดับผู้บริหาร
การเสริมสร้างความเข้าใจพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนในระดับผู้บริหาร จะช่วยให้
การตัดสินใจลงทุนคำนึงถึงความเสี่ยงเชิงนโยบายได้รอบด้านยิ่งขึ้น

6. ใช้เสียงภาคเอกชนในเวทีนโยบาย
ข้อคิดเห็นและมุมมองของภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางกติกาการลงทุนระหว่างประเทศ
การสะท้อนประสบการณ์และข้อกังวลผ่านองค์กรภาคธุรกิจและสมาคมต่าง ๆ สามารถช่วยให้กติกาในอนาคตสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจของไทยมากขึ้น


บทสรุป

การปฏิรูประบบ ISDS และสนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนที่กำลังดำเนินอยู่ในเวที UNCITRAL, UNCTAD และ OECD ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ตั้งระบบนี้มาเมื่อ 60 กว่าปีก่อน โดย UNCITRAL มุ่งปฏิรูปกระบวนวิธีและพัฒนากลไกระงับข้อพิพาทรูปแบบใหม่ UNCTAD ผลักดันให้ระบบการลงทุนสอดคล้องกับวาระโลกด้านความยั่งยืน และ OECD ปรับปรุงเนื้อหาสาระให้ทันสมัยและคาดการณ์ได้มากขึ้น ผลลัพธ์ของกระบวนการเหล่านี้จะกำหนดทิศทางของระบบคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศในทศวรรษข้างหน้าการเข้าใจพลวัตของการปฏิรูป ติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากกติกาใหม่อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถขยายการลงทุนในเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


[1]ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BIT ได้ที่  https://globthailand.com/iia-international-investment-agreement/

[2] ข้อมูล UNCTAD (Investment Dispute Settlement Navigator) อัปเดต ณ 31 กรกฎาคม 2568 ระบุว่ามีคดี ISDS ภายใต้สนธิสัญญาการลงทุนที่เป็นที่ทราบแล้วรวม 1,440 คดี

[3] UNCTAD World Investment Report 2024 (ค่าเฉลี่ยในช่วงปี ค.ศ. 2014–2023)

[4] UNCTAD, IIA Issues Note, No. 2 (October 2024)

[5] UNCTAD, The international investment treaty regime and climate action (September 2022) (UNCTAD/DIAE/PCB/INF/2022/6)

[6] Jones, B., & Harlan, T. (2023). Trade tools for climate action: Investor–State dispute settlement reform. Council on Foreign Relations.

Tags: #globthailand20262569slideshowการค้าการลงทุนธุรกิจเศรษฐกิจ
Previous Post

หนานหนิง 4.0 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่มุ่งสู่อาเซียน

Next Post

อินโดนีเซียออกกฎห้ามนำเข้า 12 กลุ่มสินค้า มีผล 1 ม.ค. 2569

Globthailand

Globthailand

Next Post
อินโดนีเซียออกกฎห้ามนำเข้า 12 กลุ่มสินค้า มีผล 1 ม.ค. 2569

อินโดนีเซียออกกฎห้ามนำเข้า 12 กลุ่มสินค้า มีผล 1 ม.ค. 2569

Post Views: 289

NEW EVENT

FOLLOW US

Glob Thailand

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สนับสนุนภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพให้ก้าวออกไปขยายธุรกิจ ทั้งในด้านการค้าเเละการลงทุนกับต่างประเทศ

OFFICE HOURS

วันทำการ : จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
TEL : 02-203-5000 ต่อ 14239 – 14245
EMAIL : IN**@**********ND.COM

FOLLOW US

© 2016-2022 Globthailand.com Business Information Centers (BICs) Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.

No Result
View All Result
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา

© 2016-2022 Globthailand.com Business Information Centers (BICs) Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.

Welcome Back!

Sign In with Facebook
Sign In with Google
OR

Login to your account below

Forgotten Password? Sign Up

Create New Account!

Sign Up with Facebook
Sign Up with Google
OR

Fill the forms below to register

All fields are required. Log In

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา

© 2016-2022 Globthailand.com Business Information Centers (BICs) Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.

X
X