ในปี 2568 รัฐบาลจีนได้กำหนด เป้าหมายการเติบโตที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ที่ระดับประมาณร้อยละ 5 เช่นเดียวกับในปี 2567 ที่เป็นไปตามที่วิเคราะห์และสูงกว่าการคาดการณ์ของสถาบันเศรษฐกิจของต่างประเทศ อาทิ IMF คาดการณ์ที่ร้อยละ 4.6 และธนาคารทั่วโลก ที่ร้อยละ 4.5 ทั้งนี้ สะท้อนถึงความต้องการที่จะแสดงถึงความเข้มแข็งของเศรษฐกิจจีน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและประชาชนท่ามกลางบริบทที่จีนเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงทวีความสำคัญในฐานะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจีนได้ย้ำถึงการผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (High and critical technology) เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ทางเศรษฐกิจ (new growth engine/new productive forces) ยกระดับสถานะของจีนในห่วงโซ่มูลค่าของโลก (global value chain) ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศโดยเฉพาะการพัฒนา AI หุ่นยนต์ (humanoid) ควอนตัม เทคโนโลยี 6G เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานไฮโดรเจน โดยประเทศจีนได้เพิ่มงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ร้อยละ 10 รวมทั้งได้มีการประกาศจัดตั้งกองทุนระดับชาติ (National Ventrue Capital Guidance Fund) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีรวม 1 ล้านล้านหยวน และการผ่อนคลายข้อจำกัดในการอนุญาตให้บริษัทเอกชนในสาขาสำคัญระดมทุนในตลาดทุน
นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนบทบาทของภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้ ในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นการแข่งขันการพัฒนาระหว่างมณฑล/เมืองต่างๆ เช่น นครหางโจวได้ก้าวขึ้นมาเป็น Tech haven จากการเป็นฐานที่ตั้งของ Start-ups ด้านเทคโนโลยีชั้นนำ 6 แห่ง ซึ่งถูกขนานนามว่า Six Little Dragons ได้แก่ DeepSeek (ด้านAI) Unitree และ Deep Robotics (หุ่นยนต์) Game Science (วิดีโอเกมส์) Manycore (กราฟฟิค 3D) และ BrainCo (Neurotech) ในขณะที่รัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง ได้ประกาศนโยบายการให้เงินอุดหนุนแก่โครงการและบริษัทด้าน AI และหุ่นยนต์ในพื้นที่ มีมูลค่าถึง 50ล้านหยวน/โครงการ และสถาบันการศึกษาของจีนได้เริ่มบรรจุหลักสูตรการศึกษาเรื่อง AI ในระดับประถมและมัธยม เช่น ตั้งแต่ปีการศึกษาหน้า โรงเรียนประถมและมัธยมในกรุงปักกิ่งจะเริ่มนำเนินการเรียนการสอนวิชา AI อย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อปีการศึกษาและการใช้ AI ในกิจกรรมด้านการศึกษาและการวิจัย