Saturday, March 7, 2026
  • Login
  • Register
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
Glob Thailand
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
Glob Thailand
No Result
View All Result
Home ทันโลก

ไทยเล็งสร้างความร่วมมือด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอนกับเดนมาร์ก (ตอนที่ 2): มาทำความรู้จักศูนย์วิจัย CERE และการพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนเพื่อลดต้นทุนกัน!

20/10/2023
in ทันโลก, พลังงาน I สิ่งแวดล้อม I ความยั่งยืน
0
ไทยเล็งสร้างความร่วมมือด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอนกับเดนมาร์ก (ตอนที่ 2): มาทำความรู้จักศูนย์วิจัย CERE และการพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนเพื่อลดต้นทุนกัน!
0
SHARES
411
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterShare on Line

…จากตอนที่ 1 globthailand ได้เผยแพร่ข้อมูลจากการเดินทางไปศึกษาดูงานของกลุ่มวิจัยชั้นแนวหน้าด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ในตอนที่ 2 นี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ‘ศูนย์วิจัยทรัพยากรและวิศวกรรมพลังงาน’ (The Center for Energy Resources Engineering: CERE) และ ‘การพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนเพื่อลดต้นทุน’ ในแบบฉบับเดนมาร์กกันค่ะ…

ศูนย์วิจัยทรัพยากรและวิศวกรรมพลังงาน หรือ CERE ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเดนมาร์ก (Technical University of Denmark: DTU) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยชั้นนำของเดนมาร์กในสาขาเทอร์โมไดนามิกส์ (Thermodynamics) เทคโนโลยีปิโตรเลียม (Petroleum technology) ธรณีศาสตร์ (Geoscience) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon capture, utilization and storage: CCUS) นอกจากนี้ ศูนย์วิจัย CERE ได้มีส่วนร่วมในโครงการ Greensand ที่ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนให้ได้มากถึง 1.5 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2569 และมากถึง 8 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2573 สามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์วิจัย CERE ได้ที่เว็บไซต์ https://www.cere.dtu.dk/

งานวิจัยของศูนย์วิจัย CERE ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ครอบคลุม (1) การพัฒนาวิธีการจับคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำ (2) การศึกษาพฤติกรรมคาร์บอนระหว่างการจัดเก็บในชั้นหิน (3) การวิเคราะห์วัฏจักรคาร์บอนและการปรับปรุงเพื่อประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ โดยการประเมินสิ่งสนับสนุนข้อบกพร่อง และกรอบกฎหมาย ซึ่งการศึกษาทั้งหมดนี้มุ่งหวังที่จะส่งเสริมการใช้และการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานที่ยั่งยืน

globthailand ขอนำเสนอข้อมูลการพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนเพื่อลดต้นทุน โดยจะขออธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในเบื้องต้นเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพกันก่อนค่ะ…

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้

(1) การดักจับคาร์บอนหลังการเผาไหม้ (Post-Combustion) โดยการดักจับก๊าซคาร์บอนหลังการเผาไหม้เชื้อเพลิง ข้อดี คือ ทำได้ง่าย เนื่องจากไม่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบ/กระบวนการของโรงงานจากเดิมมากนัก ข้อเสีย คือ ก๊าซคาร์บอนหลังการเผาไหม้มีความเข้มข้นต่ำ ส่งผลให้การดักจับทำได้ยาก อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน วิธีการนี้เป็นวิธีที่ทั่วโลกใช้มากที่สุด

(2) การดักจับคาร์บอนก่อนการเผาไหม้ (Pre-Combustion) โดยการเปลี่ยนรูปเชื้อเพลิงให้เป็นไฮโดรเจน แล้วแยกก๊าซคาร์บอนออกมา ข้อดี คือ เป็นผลดีในระยะยาว สามารถแยกก๊าซคาร์บอนออกมาได้ง่าย และยังสามารถนำไฮโดรเจนไปเผาเป็นพลังงาน ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดก๊าซเสียใด ๆ แต่เกิดน้ำแทน จึงทำให้สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ข้อเสีย คือ ต้องปรับเปลี่ยนระบบ/กระบวนการเดิมมาก และมีต้นทุนที่สูง 

(3) การดักจับโดยการอัดออกซิเจนขณะเผาไหม้ (Oxy-Fuel) โดยการนำเชื้อเพลิงมาเผากับออกซิเจนที่มีความบริสุทธิ์สูง เพื่อควบคุมให้ก๊าซคาร์บอนมีคุณภาพมากขึ้น (มีความเข้มข้นสูง) ข้อดี คือ ทำให้การดักจับคาร์บอนทำได้ง่าย ข้อเสีย คือ วิธีนี้ต้องมีอุปกรณ์ผลิตออกซิเจนบริสุทธิ์ (Oxygen Generator) ทำให้มีต้นทุนสูง จึงเหมาะกับอุตสาหกรรมที่มีแหล่งผลิตออกซิเจนบริสุทธิ์อยู่แล้ว

หากเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนทั้ง 3 วิธีข้างต้น ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนหลังการเผาไหม้มากที่สุด เนื่องจากไม่ต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการ/ระบบเดิมมากนัก หรือต้องสร้างโรงงานใหม่ขึ้นมาเพื่อดักจับโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้การดำเนินธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมทำได้จริงมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนของธุรกิจไม่เพิ่มขึ้นมาก 

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนหลังการเผาไหม้ยังคงมีจุดอ่อน (pain point) เนื่องจากในขั้นตอนที่เรียกว่า กระบวนการแยกและดักจับก๊าซคาร์บอนโดยเทคนิคดูดซับก๊าซคาร์บอนด้วยสารละลายเอมีน (Amine Absorption Process) แม้ว่าจะให้ประสิทธิภาพสูงในการดักจับคาร์บอน แต่ยังพบว่ากระบวนการนี้ทำให้เกิดต้นทุนที่สูง โดยต้นทุนที่สูงนี้มาจากการใช้พลังงานความร้อนสูงประมาณ 80-100 องศาเซลเซียส เพื่อนำสารละลายเอมีนกลับมาใช้ในการดูดซับคาร์บอนใหม่ ซึ่งการใช้พลังงานดังกล่าวคิดเป็น 70% ของต้นทุนการดูดซับก๊าซคาร์บอนด้วยสารละลายเอมีน 

ด้วยเหตุนี้ ทางศูนย์วิจัย CERE กำลังศึกษาและพัฒนาวิธีการที่จะทำให้การดักจับคาร์บอนมีประสิทธิภาพและต้นทุนถูกลง โดย (1) การหาวิธีเพื่อลดการใช้พลังงานในการคืนสภาพสารละลายเอมีน (2) การใช้สารละลายอื่น แทนสารละลายเอมีน อาทิ สารละลายน้ำที่มีแอมโมเนีย (NH3) และโพแทสเซียมคาร์บอเนต (K2CO3) ซึ่งหากสารละลายสองตัวนี้รวมกัน จะทำให้มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนสูง และยังใช้พลังงานในการคืนสภาพสารละลายกลับมาใช้ใหม่ต่ำกว่าการใช้พลังงานในการคืนสภาพสารละลายเอมีน ทั้งนี้ การใช้สารเติมแต่งอื่น ๆ อาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารละลาย NH3 และ K2CO3 ได้ ดังนั้น ศูนย์วิจัย CERE จึงได้ศึกษาและวิจัยแบบจำลองทางเทอร์โมไดนามิกที่เหมาะสมสำหรับการดูดซับและการคายการดูดซับของก๊าซคาร์บอนเพิ่มเติม โดยใช้ตัวทำละลายใหม่ ซึ่งประกอบด้วย NH3, Methyldiethanolamine (MDEA), K2CO3 และ water (น้ำ) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษา

สำหรับประเทศไทย ได้มีการศึกษาและวิจัยเพื่อหาวิธีการลดการใช้พลังงานในการคืนสภาพสารละลายเอมีนเพื่อนำสารละลายกลับมาใช้ดูดซับคาร์บอนใหม่เช่นกัน เช่น การนำเทคนิคคลื่นอัลตราโซนิคมาใช้ในการคืนสภาพสารละลายเอมีน ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นเผยว่า การใช้คลื่นอัลตราโซนิคสามารถคืนสภาพสารละลายเอมีนได้ และยังสามารถทำงานที่อุณหภูมิต่ำได้ด้วย อย่างไรก็ดี แม้ว่าคลื่นอัลตราโซนิคจะสามารถคืนสภาพสารละลายเอมีนได้ แต่ในกระบวนการทำงานของคลื่นนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเต็ม 100% จึงยังต้องศึกษาวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและหาแนวทางต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมหรือเชิงพาณิชย์

ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน

เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์

แหล่งข้อมูล

  • (1) https://www.cere.dtu.dk/research-and-projects/phd-projects/cost-reductions-in-carbon-capture-through-system-and-technology-optimization
  • (2) https://www.cere.dtu.dk/research-and-projects/phd-projects/co2-capture-by-absorption-experiment-and-modelling
  • (3) https://stri.cmu.ac.th/article_detail.php?id=25
  • (4) https://www.youtube.com/watch?v=YrZWa_JIhtY&t=72s
  • (5) https://drive.google.com/file/d/1t9M4fXNPGL5Gtl7plYAeMswIo4CkMayd/view?usp=sharing
  • (6) https://www.blockdit.com/posts/62a06862eaca5d7c08431ae6
Tags: #CERE#globthailand#globทันโลก#การดักจับและกักเก็บคาร์บอน#ข่าวต่างประเทศ#ข่าววันนี้#ข่าวเศรษฐกิจ#ความร่วมมือระหว่างประเทศ#เดนมาร์ก2023slideshowอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
Previous Post

อินโดนีเซียประกาศเปิดตัว Carbon Exchange อย่างเป็นทางการ

Next Post

เวียดนามลงทุนเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้าใน สปป. ลาว

Globthailand

Globthailand

Next Post
เวียดนามลงทุนเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้าใน สปป. ลาว

เวียดนามลงทุนเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้าใน สปป. ลาว

Post Views: 1,903

NEW EVENT

FOLLOW US

Glob Thailand

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สนับสนุนภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพให้ก้าวออกไปขยายธุรกิจ ทั้งในด้านการค้าเเละการลงทุนกับต่างประเทศ

OFFICE HOURS

วันทำการ : จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
TEL : 02-203-5000 ต่อ 14239 – 14245
EMAIL : IN**@**********ND.COM

FOLLOW US

© 2016-2022 Globthailand.com Business Information Centers (BICs) Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.

No Result
View All Result
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา

© 2016-2022 Globthailand.com Business Information Centers (BICs) Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.

Welcome Back!

Sign In with Facebook
Sign In with Google
OR

Login to your account below

Forgotten Password? Sign Up

Create New Account!

Sign Up with Facebook
Sign Up with Google
OR

Fill the forms below to register

All fields are required. Log In

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • เศรษฐกิจ
    • เศรษฐกิจ
    • การค้า / การลงทุน / การเงิน
    • อาหาร I การเกษตร
    • E-commerce
    • กฎ I ระเบียบ I นโยบาย
    • อื่นๆ
    • INFOGRAPHICS
    • รู้กฎก่อนรุก
  • เทคโนโลยี
  • พลังงาน
  • Health and Wellness
    • การท่องเที่ยว I การบริการ
    • การแพทย์ I สุขภาพ
  • คมนาคม
    • ยานยนต์ / โลจิสติกส์
  • ประชาสัมพันธ์
    • Events
    • News
    • Glob Issue
    • Glob Insight
    • Thai Festival
  • INTER ECON
  • About us
    • เกี่ยวกับเรา
    • GT Network
    • ลิงค์ที่น่าสนใจ
    • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ
    • คตล.เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
    • ติดต่อเรา

© 2016-2022 Globthailand.com Business Information Centers (BICs) Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.

X
X