กฎหมายภาษี GST กับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอินเดีย – globthailand.com

กฎหมายภาษี GST กับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอินเดีย

Sep 06 2017

กฎหมายภาษี GST กับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอินเดีย

           อินเดีย เป็น 1 ใน 3 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชีย การขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจของอินเดียในแต่ละครั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกประเทศต้องจับตามองเป็นอย่างสูง โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 อินเดียได้ประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Good and Services Tax หรือ GST) ซึ่งจะทำให้อินเดียมีระบบการจัดเก็บภาษีที่เรียกว่า “หนึ่งประเทศ หนึ่งตลาด หนึ่งภาษี” ที่นายนเรนทร โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย กล่าวว่าระบบการจัดเก็บภาษีใหม่นี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับประชาชนอินเดีย ถือได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการปฏิรูปภาษีที่นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย

           แต่เดิมนั้นระบบภาษีของอินเดียมีความแตกต่างกันในแต่ละรัฐและการปกครอง ปัจจุบันอินเดียมีจำนวน 29 รัฐ และด้วยระบบอัตราภาษีที่แตกต่างกันนี้เองทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีการเก็บภาษีที่ซับซ้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้อินเดียยังไม่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสักเท่าไหร่เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน ตรวจสอบยาก ต้นทุนสูง เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกและการผลิต และอาจจะเกิดการคอรัปชั่นได้

           “ระบบ GST” (Goods and Services Tax) นั้นคือระบบการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่เป็นระบบที่จะตั้งอัตราภาษีสินค้าและบริการให้มีอัตราเดียวกันทั้งประเทศและยกเลิกภาษีทางอ้อมต่างๆ ประมาณ 15 ประเภท เช่น ภาษีขายระหว่างรัฐ (Central sale tax) ภาษีเข้ารัฐ (Entry tax) ภาษีผ่านแดน (Octori) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีสรรพสามิต ให้มารวมกันอยู่ภายใต้ระบบ GST ทั้งหมด โดยกฎหมายฉบับใหม่จะกำหนดอัตราภาษีของสินค้าและบริการแต่ละประเภทไว้อย่างชัดเจนเป็นอัตราเท่ากันทั่วประเทศ และให้ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมดเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างผู้เสียภาษีและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยการขายสินค้าและบริการในรัฐเดียวกันจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาลท้องถิ่น (State GST: SGST) และรัฐบาลกลาง (Central GST:CGST) ในสัดส่วน 50:50 ทำให้มีการตรวจสอบที่รัดกุมจากทั้ง 2 หน่วยงาน และสำหรับการ      ซื้อขายระหว่างรัฐจะถูกจัดเก็บภาษีโดยรัฐบาลกลาง (Integrated GST:IGST) เท่ากันทั่วประเทศ

           ทั้งนี้ข้อดีของกฎหมาย GST นั่นมีประโยชน์อย่างมากในหลายๆ ด้าน ดังนี้

  1. ส่งผลดีต่อผู้ที่มีรายได้น้อย-รายได้ปานกลาง เนื่องจากสินค้าหลายชนิดได้รับการยกเว้นภาษีหรือมีการจัดเก็บภาษีเพียง 5% เท่านั้น อาทิ น้ำตาล ชา นมผง ก๊าซ LPG รองเท้าราคาไม่เกิน 500 รูปี เสื้อผ้าราคาไม่เกิน 1,000 รูปี ธูปอินเดีย เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อยจนถึงปานกลางได้รับประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากขึ้น
  2. ส่งผลดีต่อการค้าและอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากขั้นตอนการจดทะเบียน ชำระภาษีอากร และการคืนภาษีสะดวกขึ้น การไหลเวียนของสินเชื่อภาษีจากผู้ผลิตมีความคล่องตัวสูงขึ้น การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างยุติธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ส่งออกอินเดียบนเวทีโลก และต้นทุนการผลิตจะถูกลงสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยจากการยกเวินภาษีในสินค้าบางรายการ
  3. ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างตลาดรวมภายในประเทศอย่างครบวงจร ซึ่งจะทำให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิต อีกทั้งส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก และสามารถสร้างการจ้างงานมากขึ้นโดยการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
  4. โครงสร้างภาษีเรียบง่ายขึ้น จากในระบบเดิมที่ภาษีเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ในระบบใหม่นี้จะลดความซับซ้อนทางภาษีในสินค้าและบริการ การเชื่อมต่อกันของกฎหมายภาษีทั่วประเทศ และระบบภาษีที่เรียบง่ายขึ้นจากการยกเว้นภาษีสินค้าบางอย่าง อาทิ ธัญพืช ผักสด นม ไข่ และน้ำผึ้ง เป็นต้น ซึ่งจะจัดการบริหารภาษีได้อย่างเป็นระบบ
  5. เกิดการสร้างตลาดร่วมในอินเดีย เนื่องจากการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเสรี ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะยกระดับผู้ผลิตและผู้บริโภคจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเสริมสร้างเอกภาพของความเป็นชาติมากยิ่งขึ้น

           ถึงแม้ว่าระบบการจัดเก็บภาษี GST นี้จะไม่ได้เป็นการเก็บภาษีในอัตราเดียวกันทุกสินค้า เพราะยังมีการแบ่งอัตราภาษีออกเป็น 4 อัตรา ได้แก่ 5% 12% 18% 28% ตามแต่ละชนิดของสินค้า แต่การที่อินเดียสามารถกำหนดให้สินค้าหรือบริการชนิดเดียวกันใช้อัตราเดียวกันทั้งประเทศได้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจอินเดีย ทั้งนี้ธนาคารโลก (World Bank) ได้ประเมินตัวเลขที่น่าสนใจไว้ว่ากำหมายการจัดทำระบบภาษีแบบ GST นี้จะส่งผลให้ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นอีก 1.4-1.7%

           การประกาศใช้กฎหมาย GST ทั่วประเทศของอินเดียจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านภาษีซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในอินเดีย เนื่องจากระบบโลจิสติกส์ที่มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น มีต้นทุนการขนส่งที่ถูกลง สามารถกระจายสินค้าไปยังทั่วประเทศอินเดียหรือประเทศใกล้เคียงได้ รวมถึงในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือจัดเก็บในอัตราที่ต่ำลง สำหรับผู้ประกอบการไทยกฎหมาย GST จะเอื้อให้บริษัทไทยสามารถเข้าไปแข่งขันกับผู้เล่นรายย่อยในอินเดียง่ายขึ้น เช่น สามารถทดลองส่งออกสินค้าไปขายในเมืองต่างๆ ของอินเดียได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลงและการขนส่งที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ฉะนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ต้องจับตามองของผู้ประกอบการไทยที่สนใจการค้า-การลงทุนในประเทศอินเดีย

ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ 

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Share Post