MFA CEO Forum with National Institution for Transforming India ในหัวข้อความท้าทายในการปฏิรูปอินเดีย – globthailand.com

MFA CEO Forum with National Institution for Transforming India ในหัวข้อความท้าทายในการปฏิรูปอินเดีย

Aug 30 2017

MFA CEO Forum with National Institution for Transforming India ในหัวข้อความท้าทายในการปฏิรูปอินเดีย

          เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการสัมมนา “MFA CEO Forumwith National Institution for Transforming India” ภายใต้หัวข้อ “Challenges of Transforming India” (ความท้าทายในการปฏิรูปอินเดีย) โดยได้รับเกียรติจากนาย Amitabh Kant ประธานบริหารสถาบันการปฏิรูปอินเดีย (NITI Aayog) เป็นปาฐก โดยมีนายชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดีย เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ทั้งนี้ มีแขกผู้มีเกียรติจากคณะทูตานุทูต ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมประมาณ 100 คน เข้าร่วม

          นาย Amitabh Kant กล่าวว่า อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความท้าทายทางเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้อินเดียจะมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้นั่นคือ อินเดียจะต้องมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 9-10 ต่อปีอย่างต่อเนื่องถึงจะทำให้เกิดความเจริญอย่างแท้จริง ปัจจุบันอินเดียมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดประเทศหนึ่งโดยในปี 2559 เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 7.6 จากนโยบายของนายนเรนทร โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ที่กำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดีย โดยอยู่บนพื้นฐาน “ต้องทำให้ง่ายที่สุดและธุรกิจจะต้องทำได้” (easy & simple) อาทิ การกำหนดให้สามารถลงทะเบียนจัดตั้งธุรกิจได้ภายใน 1 วัน การเชื่อมโยงกฎหมายทางภาษีของแต่ละรัฐเพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ อินเดียมีจุดเด่นจากจำนวนประชากรจำนวนมาก โดยเฉพาะประชากรในวัยแรงงานซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้นโยบายต่างๆในการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียจึงเกิดขึ้นเพื่อพัฒนาให้อินเดียเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ แต่อินเดียเป็นประเทศใหญ่ ดังนั้นความท้าทายของอินเดียก็คือการทำให้แต่ละรัฐ ทำตามนโยบาย easy & simple โดยแนวทางหนึ่งคือการจัดอันดับแต่ละรัฐให้เกิดการแข่งขันกัน

          นโยบายสำคัญที่รัฐบาลอินเดียนำมาใช้เพื่อการปฎิรูป ประกอบไปด้วยนโยบายการยกเลิกการใช้ธนบัตรของอินเดีย ทั้งธนบัตรมูลค่า 500 รูปี และ 1,000 รูปี เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากการใช้เงินสดไปสู่แผนการใช้ E-money (ระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์) ทั้งประเทศในอนาคต ซึ่งอินเดียเล็งเห็นว่าจะใช้ธุรกรรมผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ทั้งการส่งผ่านข้อมูล การทำธุรกรรมต่างๆ ฉะนั้นเมื่อไปสู่ระบบออนไลน์แล้วงานเงินการธนาคารของอินเดียก็ย้ายจากการเปิดสาขาในปัจจุบันไปสู่การทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์ (Online Banking) 

          ด้านระบบการศึกษา อินเดียจะเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้นเพราะการให้การศึกษาที่ดีจะทำให้ประชากรอินเดียปรับตัวรองรับกับเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันกลุ่มประชากรรุ่นใหม่ของอินเดียเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม Startup รวมถึงการผลักดันกลุ่มส่งเสริมความรู้ด้านวิศวกรรม  นวัตกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้อินเดียเป็นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม สร้างการเรียนรู้ของประชากรรุ่นใหม่ เนื่องจากปัจจุบันซอฟแวร์และเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตชาวอินเดียผลิตขึ้นเริ่มส่งผลถึงการรับรู้ของประชากรอินเดียแล้ว ปัจจุบันอินเดียมีจำนวน Startup ประมาณ 19,000 ราย โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเป็น 100,000 รายภายในไม่กี่ปีนี้

          นอกจากนี้ อินเดียจะต้องเน้นการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพิ่มขึ้น อาทิ ที่เมืองบังคาลอร์ ในการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีให้เกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุน Start up ของอินเดีย เมืองเจนไน ในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่งทำให้ในปัจจุบันอินเดียสามารถส่งออกรถยนต์ไปยังต่างประเทศได้แล้ว นอกจากนี้อินเดียยังตระหนักถึงบทบาทของสตรีในการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นอินเดียจะเร่งให้สตรีมีบทบาทดังกล่าวมากขึ้นกว่าเดิม เพราะในอดีตสตรีถูกลดบทบาทลงเนื่องจากขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออกของประเทศอินเดีย

          อินเดียจะส่งเสริมการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการผลิตและเชื่อมโยงกับโลก โดยอินเดียต้องเตรียมพร้อมทั้งระบบเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาอินเดียประสบปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมายส่งผลให้การค้าการลงทุนอินเดียเป็นไปอย่างยุ่งยากและซับซ้อน รัฐบาลอินเดียต้องกำหนดมาตรการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง โดยได้ปรับปรุง ยกเลิก และแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนของอินเดียไปแล้วกว่า 1,200 ฉบับ เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการลงทุนและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังมีนโยบายสนับสนุนที่สำคัญด้านการลงทุนโดยเฉพาะนโยบายสำคัญอย่าง ‘Make in India’ เนื่องจากอินเดียต้องการให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในภาคการผลิตและบริการมากขึ้น

          นอกจากการพัฒนาระบบการศึกษา อินเดียคำนึงถึงนั้นคือเรื่องการวางแผนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศและประชาชน รวมถึงการสร้างเมืองใหม่ที่จะเป็นเมืองเพื่อตอบสนองโลกในยุคปัจจุบัน ในลักษณะ Smart city เพื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาลดมลพิษที่จะเกิดขึ้นและเป็นไปอย่างยั่งยืน สุดท้ายการกำหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในเรื่องของขั้นตอนทางกฎหมาย กระบวนการทางราชการ และการให้บริการต่างๆ จะต้องมีการประเมินผลจากผู้ที่ใช้บริการโดยตรงและรายงานไปสู่สาธารณะเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และส่งเสริมการแข่งขันทางการพัฒนาระหว่างรัฐต่างๆ ของอินเดีย

          ในช่วงถาม-ตอบ ผู้แทนจาก สอท. ไนจีเรียได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องการปฎิรูปของอินเดียที่กำลังเกิดขึ้นทั้งการสร้างให้เกิดการแข่งขันระหว่างรัฐของอินเดีย รวมทั้งวิธีผลักดันของนายกรัฐมนตรีอินเดียว่าจะทำได้อย่างไรให้เกิดขึ้น ทางนาย Amitabh Kant กล่าวว่าปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลอินเดียเริ่มสร้างบรรยากาศสำหรับการลงทุนจากทั้งเอกชนภายในประเทศและการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นการสร้างการแข่งขันให้แต่ละรัฐจะทำให้การเข้าไปลงทุนในแต่ละพื้นที่ของอินเดียสะดวกมากยิ่งขึ้นและจะเป็นการกระตุ้นให้แต่ละรัฐกระตือรือร้นในการพัฒนาเพื่อยกระดับรัฐของตนเอง

          ผู้แทนจาก สตช. สอบถามว่า อินเดียในฐานะที่เป็นประเทศใหญ่มากสามารถรับมือในเรื่องของการสื่อสารระหว่างรัฐบาลและประชาชนหรือหน่วยงานในการให้ความร่วมระหว่างกันมือได้อย่างไร นาย Amitabh Kant ชี้ถึงนโยบายของนายนเรนทร โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ซึ่งสามารถถ่ายทอดนโยบายและวิสัยทัศน์ได้เป็นอย่างดี และการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารปัจจุบันสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง อาทิ social media เข้ามาเป็นตัวช่วยในการสื่อสาร เราจะต้องรู้และเข้าใจประชาชนว่าประชาชนอยากได้ผลลัพธ์อะไร อะไรที่ประชาชนจะให้ความร่วมมือหรือการแม้แต่การออก campaign ต่างๆ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสื่อสารกับประชาชน

          จากงานสัมมนาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายและแนวทางของรัฐบาลอินเดียซึ่งนำโดยนายนเรนทร โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ที่พร้อมจะสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในทุก ๆ ด้าน โดยค่อย ๆ เริ่มปรับพฤติกรรมของประชาชน ปรับปรุงกฎระเบียบ และผลักดันนโยบายการสนับสนุนการค้าการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อที่จะส่งเสริมการสร้างบรรยากาศและพัฒนาอินเดียให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา นวัตกรรม เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมบทบาทของสตรี และการสร้างการแข่งขันของรัฐแต่ละรัฐในอินเดีย ซึ่งกระบวนการปฎิรูปของอินเดียทั้งหมดเกิดขึ้น เพื่อจะเปลี่ยนอินเดียจากประเทศซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนด้านการค้าการลงทุนที่ยุ่งยากซับซ้อนแห่งหนึ่งของโลก ไปสู่ประเทศที่จะมีการอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุนมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียและนำพาอินเดียไปสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกในอนาคต

ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Share Post