อนาคตน้ำมันปาล์มในตลาดสหภาพยุโรป – globthailand.com

อนาคตน้ำมันปาล์มในตลาดสหภาพยุโรป

Nov 01 2018

อนาคตน้ำมันปาล์มในตลาดสหภาพยุโรป

                จากสถิติปี 2560 สหภาพยุโรปนำเข้าน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากอินเดีย) ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มของสหภาพยุโรปมีทั้งหมดประมาณ 10 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 6,000 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันมากกว่า 75% ของมูลค่าการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากประเทศที่สามทั้งหมด น้ำมันปาล์มที่นำเข้าจะถูกนำไปผลิตไบโอดีเซล (46%) ใช้ผลิตอาหารคน อาหารสัตว์ และใช้ในภาคอุตสาหกรรม (45%) ส่วนที่เหลือใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน (9%)

                ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลของสหภาพยุโรปที่ผ่านมาเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจากกฎระเบียบพลังงานหมุนเวียนของสหภาพยุโรปหรือ Renewable Energy Directive (RED) 2009/28/EC ที่กำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนของสหภาพยุโรปไว้ที่ 20% ภายในปี 2563 และกำหนดการใช้พลังงานในภาคขนส่งของประเทศสมาชิกฯ อย่างน้อย 10% จะต้องมาจากพลังงานหมุนเวียน

                กฎระเบียบ RED กระตุ้นให้ความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันไบโอดีเซล โดยปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2553 เป็น 48% ในปี 2558 แต่ถูกโจมตีว่าสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 3 เท่า อีกทั้งการขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มในเขตร้อนนำมาซึ่งปัญหาการบุกรุกป่า ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ การล้มพืชอาหารเพื่อปลูกพืชพลังงาน และเป็นการละเมิดสิทธิและสวัสดิภาพแรงงาน สหภาพยุโรปจึงได้ทบทวนเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่งใหม่เมื่อปี 2558 โดยจำกัดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชไว้ที่ 7% จากเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่งที่ 10% และกำหนดให้น้ำมันปาล์มที่นำมาผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจะต้องผ่านการรับรองว่าไม่ส่ง ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทางอ้อม (indirect land use change – ILUC)

                ต่อมาสหภาพยุโรปได้ตั้งเป้าหมายยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืช เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 คณะกรรมาธิการยุโรป คณะมนตรียุโรป และสภายุโรปได้ตกลงเห็นชอบร่วมกันเรื่องการปรับปรุงกฎระเบียบพลังงานหมุนเวียนใหม่หรือที่เรียกกันว่า RED II โดย

  1. กำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนของสหภาพยุโรปไว้ที่อย่างน้อย 32% ภายในปี 2573 (แทนเป้าหมายเดิม 27%) และอาจปรับเป้าหมายดังกล่าวเพิ่มขึ้นในปี 2566
  2. กำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคขนส่งไว้ที่ 14% ภายในปี 2573 โดยประเทศสมาชิกฯ สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชต่อไปได้ แต่ต้องไม่เกิน 7% ภายในปี 2563 ส่วนที่เหลือจะต้องมาจากไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงชีวภาพที่ไม่ได้ผลิตมาจากพืชอาหาร
  3. เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) ของเหลวชีวภาพ (bioliquids) หรือชีวมวล (biomass) ที่ผลิตจากพืชอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการ เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทางอ้อม (ILUC) และเพาะปลูกในบริเวณที่มี การสะสมของคาร์บอนสูงจะต้องถูกจำกัดการใช้ไว้ไม่เกินระดับในปี 2562 และค่อย ๆ ยกเลิกไปภายในปี 2573

 

                แม้กฎระเบียบ RED II ไม่ได้เจาะจงห้ามใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตมาจากน้ำมันปาล์ม แต่น่าจะเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชชนิดอื่น ซึ่งกฎระเบียบ RED II จะส่งผลให้การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชของสหภาพยุโรปลดลงตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป และให้การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชหมดไปภายในปี 2573 โดยประเทศสมาชิกฯ ต้องให้การสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (advanced biofuels) หรือพลังงานทดแทนประเภทอื่น ๆ มาแทนที่

                ในส่วนผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันปาล์มมายังตลาดสหภาพยุโรป แม้ว่า RED II ของสหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศสมาชิกฯ ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชต่อไปได้อีก 12 ปี แต่ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มไปยังสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเผชิญกับเกณฑ์ความยั่งยืนของชีวมวลที่นำมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทางอ้อม (ILUC) ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลในสหภาพยุโรปจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้น้ำมันปาล์มมีราคาลดลงจากอุปทานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียอาจทำการส่งออกไปยังตลาดอื่นทดแทน อาทิ อินเดีย จีน และประเทศในทวีปแอฟริกา

                นอกจากนี้ ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 45% ของการนำเข้าน้ำมันปาล์มทั้งหมดหรือมากกว่า 3 ล้านตัน/ปี จะได้รับประโยชน์จากราคาที่ลดลง โดยภาคอุตสาหกรรมอาจเปลี่ยนมาใช้น้ำมันปาล์มแทนน้ำมันพืชชนิดอื่นที่มีราคาสูงกว่า อย่างไรก็ตาม อุปทานน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคควรผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืน อาทิ มาตรฐาน Certified Sustainable Palm Oil (CSPO), Rainforest Alliance และ International Sustainability and Carbon Certification (ISCC) ตามรูปแบบความต้องการของผู้บริโภคในยุโรป

                ทั้งนี้ จะเห็นได้จากบริษัทผลิตอาหารขนาดใหญ่อย่างช็อคโกแลต Nutella, Ferrero Roche, Kinder, Mars, m&m, รวมถึงอาหารสัตว์ Pedigree, whiskas, Royal Canin และอื่น ๆ ต่างใหัคำมั่นว่าบริษัทจะใช้วัตถุดิบจากน้ำมันปาล์มที่มีมาตรฐานความยั่งยืนเท่านั้น โดยตัวเลขการนำเข้าน้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารของสหภาพยุโรปก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 300,000 ตันในปี 2555 เป็น 2.5 ล้านตันในปี 2559

                ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและมีผลผลิตปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีผลผลิต 13.5 ล้านตัน และสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 2.5 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 3.8% เมื่อเทียบกับผลผลิตน้ำมันปาล์มทั่วโลกแล้วหมายถึงไทยถือว่าไม่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางราคาในตลาดโลกเลย ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นการใช้ในประเทศ อาทิใช้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เคมีภัณฑ์ ไบโอดีเซล ฯลฯ สำหรับการส่งออกไทยเน้นส่งไปตลาดอาเซียนเป็นหลัก ในขณะที่การส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปคิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อย และมีแนวโน้มลดลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

การส่งออกน้ำมันปาล์มจากไทยไปสหภาพยุโรป ปี 2556 ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559 ปี 2560
ปริมาณ (ตัน) 226,043 107,956 5,491 5,275 2,515
มูลค่า (ล้านยูโร) 146.9 74.8 4.6 5.6 2.4

                ในด้านการส่งออกน้ำมันปาล์มไปตลาดสหภาพยุโรป กฎระเบียบ RED II อาจไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทย เนื่องจากไทยมีส่วนแบ่งการตลาดในสหภาพยุโรปเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถแข่งกับอินโดนีเซียหรือมาเลเซียที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าได้ อย่างไรก็ตาม ไทยควรมุ่งไปที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและอื่น ๆ เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่มีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานหรืออาหารสำเร็จรูปที่ล้วนมีน้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการอาหารและร้านค้าปลีกในสหภาพยุโรปได้ตั้งเป้าหมายให้มีการใช้วัตถุดิบจากน้ำมันปาล์มที่มีมาตรฐานความยั่งยืนทั้งหมดภายในปี 2563 (Toward 100% sustainable palm oil in Europe by 2020) ซึ่งจะกระตุ้นให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้นในอนาคต

                ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบหรืออาหารที่ส่วนผสมของน้ำมันปาล์มควรปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มา ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคว่าธุรกิจมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและลดการบุกรุกผืนป่า

                แม้ว่ากฎหมายไม่ได้บังคับเรื่องการใช้น้ำมันปาล์มจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน แต่จากกระแส ความต้องการของผู้บริโภคและความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจเป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งเสริมให้น้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนครอบคลุมหลายด้าน

 

  • สิ่งแวดล้อม : ไม่บุกรุกป่าหรือพื้นที่มีการ สะสมของคาร์บอนสูง ห้ามเผาป่า ลดการปล่อย GHG ก๊าซมีเทน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้ ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รู้จักนำกลับมาใช้ใหม่
  • การตลาด : กระบวนการผลิตต้องสามารถ ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีความโปร่งใส
  • สิทธิมนุษยชน : สนับสนุนสิทธิและเสรีภาพแรงงาน มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยปราศจากการบังคับใช้แรงงาน แรงงานทาสและแรงงานเด็ก มีสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน เป็นธรรม
  • ด้านสังคม :  ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อย เข้ามามีส่วนร่วมในมาตรฐานความยั่งยืน เคารพ ในสิทธิการถือครองที่ดิน สิทธิของชุมชน

 

                การสนับสนุนการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน จะก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ช่วยยกระดับ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มให้ดีขึ้น ส่วนภาคธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจากน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนก็มีส่วนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และแสดงถึงจริยธรรมขององค์กร

ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Share Post